การซ้อมแผนควบคุม/ป้องกันโรคไข้หวัดนกระดับตำบล  ภาคเหนือ

                นายไพศาล   เจียนศิริจินดา

นักวิชาการสาธารณสุข  7

ศูนย์ ฯ สช.  ภาคเหนือ   จังหวัดนครสวรรค์

                                ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงต้นปี 2550  ประเทศไทยเกิดโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกถึง  6 รอบแล้ว    โดยมีคนป่วยเป็นไข้หวัดนกสะสมแล้ว  28 ราย  เสียชีวิต  20  ราย   โดยเฉพาะปี 2549  พบผู้ป่วย 3 ราย  และเสียชีวิตทั้ง 3 ราย     ในปี 2550  ยังไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนก   แต่ในสัตว์ปีกพบแล้ว  4 จุด  ได้แก่  เป็ดไล่ทุ่งที่ จ.พิษณุโลก  ฟาร์มไก่ที่ จ.หนองคาย  ไก่ชนที่สามโก้ จ.อ่างทอง  และล่าสุดกับไก่-ไก่งวง-เป็ด ที่ จ.มุกดาหาร

                                ผลจากการเกิดโรคไข้หวัดนกทั้งในสัตว์ปีก และคน ในประเทศไทย  ทำให้พื้นที่ที่มีการเกิดโรคมีประสบการณ์การควบคุมป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก   โดยเฉพาะบุคลากร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  เช่น  ปศุสัตว์   สาธารณสุข  ทีม SRRT   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   อาสาสมัครปศุสัตว์  และโดยเฉพาะ  อสม. ที่เป็นกำลังหลักในการควบคุมโรคไข้หวัดนกในหมู่บ้าน    แต่ก็ยังมีปัญหาว่าบางพื้นที่ยังไม่มีประสบการณ์ที่จะรับมือหากเกิดการระบาดโรคไข้หวัดนกขึ้นมา

                                ทางวิชาการมีการคาดการณ์ว่าเชื้อ  H5N1  จะสามารถกลายพันธุ์   สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ภายใน  5 – 6  ปีข้างหน้า    ซึ่งจะเป็นการยกระดับความรุนแรงของการระบาดไข้หวัดนกจากระยะที่ 3   (ระยะการระบาดคนติดเชื้อจากสัตว์ปีก  อาจติดตากคนสู่คน แต่ยังยาก)  เป็นระยะที่ 4  (เกิดระยะการระบาดจากคนสู่คนได้ง่าย  แต่ในวงจำกัด)    หากถึงตอนนั้นการรับมือการระบาดของไข้หวัดนกในคนจะยิ่งยากและซับซ้อน    จะมีผู้ป่วยไข้หวัดนกจำนวนมาก    เกิดความตื่นตระหนกในวงกว้าง   ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

                                ในปี 2549  กระทรวงสาธารณสุขผลักดันการซ้อมแผนชนิดบนโต๊ะ(Tabletop  Exercise)   เพื่อเตรียมความพร้อมรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่  ระดับจังหวัด   ซึ่งสามารถซักซ้อมบทบาทของหน่วยงาน-ภาคีที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองได้     และสามารถสร้างความตื่นตัวและเห็นความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    ต่อการระบาดของโรคไข้หวัดนก-ไข้หวัดใหญ่ได้มาก    นอกจากนั้นกรมควบคุมโรคติดต่อก็ส่งเสริมให้สถานบริการสาธารณสุขซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการรับมือการระบาดของไข้หวัดนกไข้หวัดใหญ่ด้วย     ซึ่งเมื่อพบผู้ป่วย-เสียชีวิตรายแรกของปี 2549  ในปลายเดือนกรกฎาคม  การซ้อมแผนชนิดบนโต๊ะฯ  ก็ดำเนินการได้เพียงบางจังหวัดเท่านั้น    และต่อมาก็สามารถซ้อมแผนชนิดบนโต๊ะได้เกือบทุกจังหวัด  

                                เดือนธันวาคม  2549  กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน   กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ  ประชุมผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนทุกจังหวัด   และ  มอบนโยบายการซ้อมแผนปฏิบัติการควบคุม-เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกระดับตำบล   และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัดนกระดับตำบล  โดยมีเป้าหมายนำร่องอำเภอละหนึ่งตำบล   รวมทั้งภาคเหนือ  จำนวน 195  แห่ง      และมีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการฯแห่งละ  10,000 บาท    ให้ดำเนินการภายในเดือนมีนาคม  2550   ซึ่งนับระยะเวลาสำหรับการดำเนินงานของพื้นที่เพียง  3 เดือนกว่าเท่านั้น   แม้ว่าผลจากการประชุมฯผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชน  และ  ผู้รับผิดชอบงานควบคุมโรค ของจังหวัดในภาคเหนือ   จะได้ช่วยกันยกร่างหลักสูตรการประชุมซ้อมแผนปฏิบัติการควบคุม-เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกระดับตำบล    โดยกำหนดให้มีให้ความรู้ด้านสถานการณ์และความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดนก   และ  การซ้อมบทบาทสมมุติ  ลงมือปฏิบัติการจริงตามบทบาทสมมุติที่กำหนดขึ้นของแต่ละคน   เช่น   การแจ้งข่าวของ อสม.   การแจ้ข่าวแก่  อบต.  การตั้งด่านตรวจ-ควบคุมการเคลื่อนยาวสัตว์ปีก   การกำจัดสัตว์ปีก    การคัดกรองผู้ป่วย/ผู้สงสัยติดเชื้อไข้หวัดนก   และการส่งต่อผู้ป่วย     เป็นต้น

                                จากการติดตามการดำเนินงานของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือ    พบว่า  การดำเนินการเตรียมการในจังหวัด    เริ่มจากการประชุมชี้แจงโครงการแก่ผู้รับผิดชอบงานระดับอำเภอ   จากนั้นให้แต่ละอำเภอคัดเลือกพื้นที่หรือตำบลนำร่อง    ประสานงานผู้เกี่ยวข้องระดับอำเภอ-ตำบล    โดยเฉพาะการประสานงานกับทางปศุสัตว์และ อบต./เทศบาล     แล้วกำหนดวันซ้อมแผนปฏิบัติการควบคุม-เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกระดับตำบล   ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดไว้  2 วัน   โดยวันแรกจะเป็นการประชุมให้ความรู้  การซ้อมแผนบนโต๊ะ  และ  การกำหนดบทบาทสมมุติที่จะซ้อมปฏิบัติการจริงในวันที่ 2      บทบาทสมมุติที่กำหนดนอกจากการซ้อมแผนฯของภาคชุมชน   คือ  บทบาท-หน้าที่ของ  อสม.  อบต.  และ  การดำเนินงานของหน่วยงานราชการในหมู่บ้าน-ชุมชนแล้ว     พบว่าเกือบทุกอำเภอยังกำหนดสถานการณ์สมมุติให้มีการส่งต่อผู้สงสัยติดเชื้อไข้หวัดนกมาที่สถานีอนามัย และโรงพยาบาล    ทำให้เกิดกิจกรรมการซ้อมแผนไข้หวัดนกของสถานีอนามัย-โรงพยาบาลไปพร้อมกับการซ้อมแผนฯของชุมชนด้วย     ถือว่าเป็นผลงานที่เกิดขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียงการซ้อมแผนฯของภาคชุมชนเท่านั้น   

                                การซ้อมแผนฯ ระดับตำบลแต่ละอำเภอ   ส่วนใหญ่จะเชิญ อบต.  อสม.  และ  เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยจากตำบลอื่น ๆ  เข้าร่วมสังเกตการณ์   และมีส่วนร่วมในการรับรู้กระบวนการซ้อมแผนฯตำบลด้วย   มีหลายอำเภอที่หลังจากซ้อมแผนฯ ตำบลแล้ว   มีการขยายผลการซ้อมแผนฯ ตำบลไปสู่ตำบลอื่น ๆ ของอำเภอด้วย

                                ผลการซ้อมแผนฯ ระดับตำบลที่ผ่านมา  อาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่า    เกิดการประสานงานดำงานร่วมกันระดับจังหวัดระหว่างงานควบคุมโรคติดต่อและงานสุขภาพภาคประชาชน  เกิดทีมการทำงานร่วมกันของทีมงานจังหวัด     ระดับอำเภอเกิดการตื่นตัวโดยเฉพาะการซ้อมแผนฯของสถานบริการสุขภาพ   ตลอดจนการสนับสนุนด้านนโยบายของนายอำเภอ  หลายพื้นที่นายอำเภอจะร่วมเปิดการประชุม หรือ ให้ปลัดอาวุโสร่วมประชุมซ้อมแผนฯ     ส่วนระดับตำบลเกิดการตื่นตัวอย่างชัดเจนของ อบต./เทศบาล  และ  อสม.  โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดบทบาทสมมุติของ อบต. ในการซ้อมแผนอย่างชัดเจน    ส่วนการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฯระดับตำบล   หลายตำบลก็สามารถดำเนินการจัดตั้งได้   แต่หลายพื้นที่ก็ยังไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของศูนย์ ฯ ตำบลนัก

ภาพรวมของการซ้อมแผนไข้หวัดนกระดับตำบลของจังหวัดในภาคเหนือ   พบว่า

                1.  การสนับสนุนด้านนโยบายภายในจังหวัด   ทั้งผู้ว่าฯ  ปศุสัตว์   สสจ.  หรือ  ผชพว.   เข้าร่วมการซ้อมแผนฯในแต่ละอำเภอ   หรือ  จัดทีมงานของจังหวัดเข้าร่วมการซ้อมแผนฯ ทุกอำเภอ

                2.  การซ้อมแผนฯ ระดับตำบล  นอกจากการซ้อมสถานการณ์จำลองระดับหมู่บ้าน-ตำบลแล้ว    พบว่าเกือบทุกจังหวัดยังใช้การซ้อมแผนฯ ตำบลเชื่อมโยงการซ้อม/เตรียมความพร้อมของสถานบริการสาธารณสุข  สอ./รพช.  ด้วย    และ  ระดับการซ้อมแผนฯส่วนใหญ่เป็นการซ้อมระดับการระบาดของโรคไข้หวัดนก ระดับที่  3  

                3.  นอกจากกิจกรรมการซ้อมแผนฯ ตำบลแล้ว    จังหวัดที่ติดตามยังมีนโยบายการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังระดับตำบล (ที่มี อบต.เป็นแกน)     เพื่อให้เกิดระบบการเฝ้าระวัง-ควบคุมโรคฯอย่างยั่งยืน 

                4.  มีการสนับสนุบด้านนโยบาลระดับอำเภอ/ตำบล  ทั้งนายอำเภอ-นายก อบต. เกือบทุกตำบลที่ดำเนินการซ้อมแผนฯ   และการซ้อมแผนฯ  ก็ได้รับความสนใจ-มีส่วนร่วมของภาคีในพื้นที่อย่างดี(อสม.  อบต.  รร.  แม่บ้าน  อภปร.  ตำรวจ  ปศุสัตว์   ผู้เลี้ยงสัตว์ปีก   ผญบ./กำนัน สอ./รพช. ฯ )  ทั้งในการซ้อมแผนบนโต๊ะ  และ  ซ้อมสถานการณ์จำลอง

                ระหว่างการซ้อมแผนฯ  จะมีการเชิญ   อสม./อบต. /สอ. /สสอ.  ข้างเคียงเข้าร่วมเรียนรู้  กระบวนการซ้อมแผนฯ ด้วย

                5.  การเวทีสรุปการซ้อมแผนฯของ จ.แพร่  อุทัยธานี  และ  อุตรดิตถ์  ซึ่งดำเนินการครบทุกอำเภอเป้าหมายแล้ว   พบว่าหลายอำเภอจะมีการขยายพื้นที่การซ้อมแผนฯ ระดับตำบล เพิ่มเติม  เช่น  อ.สอง  เด่นชัย  และ  หนองม่วงไข่  เป็นต้น

                ส่วนจังหวัดแพร่  จะสรุปผลการดำเนินงานนำเสนอต่อผู้ว่าฯ   และ  กำหนดให้เรื่องไข้หวัดนกและไข้เลือดออกเป็นตัวชี้วัดการทำงานของจังหวัดด้วย

                                เวทีสรุปผลการซ้อมแผนฯตำบล ของระดับจังหวัด

                                ศูนย์ ฯ สช. ภาคเหนือ  มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามการชี้แจงของบางจังหวัด   การร่วมกิจกรรมการซ้อมแผนฯ ตำบล   และยังร่วมประชุมสรุปผลการซ้อมแผนฯ ตำบลของจังหวัด  อีก  5 จังหวัด  ได้แก่  แพร่   อุตรดิตถ์  อุทัยธานี   น่าน   และ  ลำปาง   ซึ่งในเวทีสรุประดับจังหวัด ยังเกิดภาพความร่วมมือ-ประสานงานกนระหว่างศูนย์วิชาการทางภาคเหนือ  ได้แก่  ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อเขต 8  , 9  และ 10  กับศูนย์ ฯ สุขภาพภาคประชาชน  ภาคเหนือ  เข้าร่วมในการประชุมสรุป-ให้ความเห็นในเวทีสรุปของจังหวัดด้วยทุกแห่ง  

                                สามารถรวบรวมสรุปผลการดำเนินงาน  และ  ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานซ้อมแผนฯระดับตำบล   ของผู้ปฏิบัติงานของพื้นที่จากเวทีสรุปงานซ้อมแผนฯ ตำบล ของระดับจังหวัด  ได้เบื้องต้น ดังนี้

                1.  การผลักดันเชิงนโยบายการซ้อมแผนไข้หวัดนกระดับตำบล และ  การจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯระดับตำบลใน อบต.   ควรมีการประสานของส่วนกลางในเป็นนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น   ซึ่งสามารถมีนโยบายให้ดำเนินการได้ทุก  อบต.   (นอกจากการให้แต่ละจังหวัดประสาน-ผลักดันนโยบายแก่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว)   อีกทั้งการประสานงานผ่านสมาคม  อบต. ระดับประเทศด้วย   เพื่อให้ท้องถิ่นรับเป็นแกนนำในการดำเนินการในพื้นที่

                2.  การซ้อมแผนไข้หวัดนกระดับตำบล  ควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง    อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง   หรือยกระดับการซ้อมแผนฯ    ควรมีการนิเทศ-ติดตามการฯซ้อมแผนฯ      และ  อาจมีการซ้อมแผนฯ-สถานการณ์จำลองของจังหวัดด้วย

                3.  ควรมีการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานของศูนย์เฝ้าระวังฯ ระดับตำบล  ทั้งด้านวัสดุ/อุปกรณ์  การบริหารจัดการ  และ  วิชาการ

                4.   การใช้สื่อ ประชาสัมพันธ์ความรู้แก่ชาวบ้าน-แกนนำ ทางสื่อโทรทัศน์

                5.  การสนับสนุนด้านขวัญ- กำลังใจ  แก่เจ้าหน้าที่ – อสม.  ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่    

                6. การสนับสนุนชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเองของ อสม. ในการป้องกัน-ควบคุมโรคไข้หวัดนก

                                กรณีผู้ลี้ยงไก่ชน/เป็ดไล่ทุ่ง

                                นอกจากการติดตามการซ้อมแผนฯตำบล  และ การจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯระดับตำบลแล้ว   ศูนย์ ฯ สช.  ภาคเหนือ  ยังจัดทำเวทีย่อยกลุ่มเสี่ยงเพื่อหาข้อมูลในกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ชน  และ  ผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง   พบว่าทั้ง 2 กลุ่มยังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงกับการติดเชื้อไข่หวัดนก   โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ชนยังไม่เชื้อว่ามีโรคไข้หวัดนกจริง   หรือยังไม่มีผู้เลี้ยงไก่ชนติดโรคไข่หวัดนก   จึงควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แบบเข้มข้นกับกลุ่มเป้าหมายนี้      ส่วนผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง   แม้จะมีระบบควบคุมการย้ายพื้นที่การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งอย่างได้ผล    แต่การเคลื่อนย้ายไข่เป็ดออกจากพื้นที่สู่ตลาดต่างจังหวัด   ยังเป็นเงื่อนไขทางการตลาดที่นับว่าเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อได้    จึงควรหามาตรการอุดหนุนเกษตรกรกรณีต้องการการเคลื่อนย้ายไข่เป็ดสู่ตลาดด้วย  เพราะตลาดภายในท้องถิ่น/จังหวัดไม่สามารถรองรับปริมาณไข่เป็ดจำนวนมากได้

                                สรุปสถานการณ์ความพร้อมของชุมชนภาพหลังจากการซ้อมแผนฯตำบล ของจังหวัดในภาคเหนือ  ทั้ง  17 จังหวัด    พบว่าดำเนินการซ้อมแผนฯ ตำบลได้ครบตามเป้าหมาย   และ มีการเชื่อการซ้อมแผนฯของภาคชุมชน/อบต.  เชื่อมต่อกับการซ้อมแผนฯของสถานบริการสุขภาพของรัฐด้วย    ส่วนใหญ่เป็นการซ้อมแผนฯ เพื่อการรองรับการระบาดฯระยะที่ 3  (การติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน,คนสู่คนเป็นไปได้ยาก)   สามารถกล่าวได้ว่าปัจจุบันภายหลังจากการซ้อมแผนฯตำบลแล้ว    ภาครัฐและภาคชุมชนของจังหวัดในภาคเหนือ     มีความพร้อมในการรับสถานการณ์การระบาดฯระยะที่ 3     แต่หากการเกิดโรคไข้หวัดนกขยายตัวเข้าสู่การระบาดฯระยะที่ 4 แล้ว   ยังไม่มีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์นี้   (ผลจากการสอบถามผู้เข้าร่วมเวทีสรุปฯระดับจังหวัด)

                                หากคำกล่าวของนักวิชาการที่ว่า เชื้อ  H5N1  จะสามารถกลายพันธุ์   สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ภายใน  5 – 6  ปีข้างหน้า    นั้นก็หมายถึงว่า   คนไทยมีเวลาเหลือเพียง 4 – 5 ปี ที่จะเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนที่จะรับมือการระบาดของไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนกข้างหน้า

                                คงมีเพียงการซ้อม  ซ้อม  และ  ซ้อมๆๆๆ  เท่านั้น   ที่จะสร้างการตื่นตัว (ไม่ใช่ตื่นตูม)  สร้างความรู้  ความเข้าใจ   ทักษะที่ถูกต้องของมนุษย์  องค์กร  หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง   ตลอดจนการพัฒนาระบบกลไกการรับมือกับการระบาดฯทุกระดับ  ที่จะต้องรับมือข้างหน้า   

                                การสร้างกลไกความพร้อมให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกตำบล  ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ   เพื่อคนไทยเราจะมีความพร้อมรับสถานการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก  พร้อมกับคนทั่วโลกได้