เอกสารนี้เกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของ โครงการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
วัตถุประสงค์
    1.ศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนด้านการสร้างเสริมสุขภาพขององคืกรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาแผนสุขภาพตำบลและการประเมิน ติดตามผล
     2. เผยแพร่รูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนจากการศึกษาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแบบอย่างแก่องค์กรปกคอรบส่วนท้องถิ่ิน
คำนำ

กิติกรรมประกาศ
ส่วนที่ 1 อบต.กับการจัดการความสุข
...... ความสุข
...... จะทำอย่างไรให้เกิดความสุข
...... ทำไมต้อง  อบต.
ส่วนที่ 2  บทเรียนการจัดการความสุขโดย อบต.
...... การสร้างเสริมสุขภาพ

...... การพัฒนาศักยภาพการบริการสุขภาพ
บทสรุปท้ายเล่ม
เอกสารอ้างอิง

 

คำนำ

 

...... นับตั้งแต่ได้มีองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้ถือกำเนิดจากการมีพรบ. สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (2537) ทำให้เกิดมีองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีความเป็นอิสระที่จะพัฒนาท้องถิ่น
ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ประกอบกับเป็นองค์กรที่มีรายได้ และทรัพย์สิน
เป็นของตนเอง สามารถออกข้อบังคับท้องถิ่นที่ไม่ขัดกับกฎหมายหลักและบทบาทของ อบต. ได้แล้ว จึงย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าองค์กรแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญยิ่งในปัจจุบันและต่อการวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต

...... หากมองย้อนหลังไปในอดีต 50 ปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทอย่าง ยิ่งในการจัดการเรื่องสุขภาพของหมู่บ้านและชุมชน โดยใช้รูปแบบการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคที่เป็นของ
กระทรวงสาธารณสุขเอง ซึ่งในยุคนั้นปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ มักเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง การที่เด็กไม่ได้รับวัคซีน
เด็กขาดสารอาหาร ประชาชนขาดความรู้ ไม่มีส้วม ไม่มีน้ำดื่มที่สะอาด เป็นโรคพยาธิ ไข้มาเลเรีย เหล่านี้
เป็นต้น การแก้ปัญหาสาธารณสุขจึงเป็นแบบตรงไปตรงมา ไม่ยุ่งยาก

...... ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน เพราะกรอบวิธีคิดแบบเดิมเน้นเพียงรักษาโรค แต่เพียง
ทางกายเท่านั้น ไม่ได้มองถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงสุขภาวะ ประกอบกับปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าเดิมไม่ใช่เพียงแต่มีความรู้เท่านั้น สาเหตุจากพฤติกรรมสุขภาพที่ต้องแก้ไขด้วยตนเอง และสาเหตุจากวิธีคิดที่วางฝังรากไว้ลึกที่มีเป้าหมายชีวิตเป็นเรื่องของเงินทอง วัตถุ ที่ก่อให้เกิดความไม่พอเพียง ก่อให้เกิดความโลภ ความเครียด การแก่งแย่งชิงดีกัน ความไม่เอื้ออาทรต่อกัน การทำลายสิ่งแวดล้อมเพียงเพื่อต้องการเงินและวัตถุ วิธีคิดที่ไม่รู้จักพึ่งตนเอง สิ่งต่างเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขโดยให้ความรู้อย่างเดียว แต่ด้วยการสร้างวิธีคิดใหม่และกระบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็ง การสร้างสำนึก การเรียนรู้และร่วมกันทำไปพร้อมๆกัน การสร้างเป้าหมายของชีวิตของผู้คนให้รู้จักเห็นคุณค่าของการทำความดี เงินเป็นเพียงองค์ประกอบ ความสุขที่ได้ทำความดีถือว่าเป็นถือว่าเป็นความสุขทางจิตวิญญาณ และเป็นความสุขที่ยั่งยืน มีคุณค่าอาทิ การรู้จักรักษาวัฒนธรรม รักษาสิ่งแวดล้อม รู้จักประหยัด รักษาสุขภาพตนเองและครอบครัว เหล่านี้เป็นต้น การแก้ปัญหาที่มองเชิงระบบเกี่ยวข้องกันและ การพัฒนาคนให้มีความคิดที่ดีและการกระทำที่ดี จึงเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แต่เพียงพัฒนาโครงสร้าง

...... อย่างไรก็ตามการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการจำเป็นต้องใช้กระบวนการที่ยาวนาน ต้องรู้จักอดทนที่จะรอผล องค์การส่วนท้องถิ่น ควรจะได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ อาทิภาคประชาชน ภาคหน่วยราชการ เพื่อได้เข้าร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นร่วมกันพร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการจัดการความสุข ของท้องถิ่นต่อไป หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงจะพอมีประโยชน์ในการจุดประกายพลังความคิดและการกระทำต่อไป.
                                                       นายธงชัย สาระกูล
                                            ผอ.ศูนย์ฯ สช. ภาคเหนือ นครสวรรค์


กิติกรรมประกาศ

....... หนังสือ “อบต.กับการจัดการความสุข” จัดทำขึ้นจากวัตถุประสงค์ข้อนึงของโครงการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการจะทำหน้าที่เผยแพร่ผลงานของ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานสุขภาพชุชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้าง และหวังว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของทุกท่าน หรืออย่างน้อยท่านได้รู้จักพื้นที่ อบต.เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าอาจได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้นหรือได้เป็นเครือข่ายการทำงานกัน

...... ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ขอขอบพระคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลปากดุก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังวัดเชียงราย ที่ให้ความร่วมมือและเต็มใจที่ให้เราได้เข้าไปร่วมเรียนรู้จนเกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลพื้นที่ที่ศึกษา ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและให้ข้อมูลได้อย่างดี

...... และที่สำคัญที่สุดสำหรับบทเรียนในครั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณพี่น้องชาวตำบลปากดุกและตำบลป่าซางที่ให้ความรู้และประสบการณ์ผ่านเวทีการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพในครั้งนี้ ขอเจตนาที่ดีของพี่น้องเกี่ยวข้องเหล่านี้ จงเป็นอานิสงค์ให้ทุกท่านรวมทั้งครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น และขอให้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป


 
ส่วนที่ 1
อบต.กับการจัดการความุสข

ส่วนที่ 1 อบต.กับการจัดการความสุข

ความสุข ?

     การพัฒนาทั่วโลกในปัจจุบันต้องการความเอาใจใส่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สันติภาพ ความยุติธรรม และสภาพทางจิตใจ ดังนั้นเป้าหมายการพัฒนาของเราจึงต้องไม่มุ่งไปที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ปัญหาสังคมหลาย ๆ อย่างที่เพิ่มขึ้น เช่น รายได้ที่ไม่เท่าเทียม การเน้นความรุนแรง ความเครียดและความทุกข์รูปแบบต่าง ๆ ทำให้โลกต้องหาแนวคิดการพัฒนาและการวัดการพัฒนาที่มีความหมายมากขึ้น
       การพัฒนายุคใหม่ในทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินอย่างเป็นองค์รวม และมีความสมดุล จึงจะสามารถสร้างสังคมในอนาคตที่มีความสุขและมีสันติภาพได้ การพัฒนานั้นต้องคำนึงถึงต้นทุนหลาย ๆ ด้าน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม และทุนมนุษย์เอง การพัฒนาเช่นนี้สะท้อนมาตรการ การพัฒนาที่ยั่งยืน สะท้อนคุณภาพการพัฒนาที่จะส่งผลต่อคนรุ่นต่อ ๆ ไปในระยะยาว รวมถึงสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ตลอดจนเงื่อนไขที่จะทำให้ทั้งปัจเจกบุคคลและสังคมมีความสุข เป็นวิถีที่จะปรับปรุงความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์โดยอาจดูจาก ความเป็นอยู่ที่ดีสี่ด้าน ซึ่งต้องบูรณาการกัน(ดร. เสาวลักษม์ กิตติประภัสร์,2549)
.      ทางกาย รวมถึง สุขภาพอนามัย ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ และระบบนิเวศที่ดี
.      ทางจิตใจ รวมถึง การมีความเครียดน้อย ความมีสติ และ สุขภาพจิตดี
.      ทางสังคม รวมถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดีทั้งในครอบครัว ในชุมชน และในสังคม รวมถึง การพัฒนาด้านวัฒนธรรมและสันติภาพ
.      ทางจิตวิญญาณ รวมถึง ความเมตตา สัมมาทิฏฐิ และ เอาตนเป็นศูนย์กลางให้น้อยลง

       นั่นหมายถึงการพัฒนายุคใหม่ที่ว่านี้ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาให้คนมีความสุขทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งในด้านพื้นฐานการดำรงชีวิตภายในตัวบุคคลและปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อความสุขทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบกันเป็นครอบครัว ชุมชน และสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรและสันติสุข บนพื้นฐานหรือกรอบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และใช้สติปัญญาอย่างรู้เท่าทัน

       ในขณะเดียวกันที่การพัฒนาทางด้านสุขภาพ ได้มีการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดทางด้านสุขภาพ โดยเริ่มตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยปีพ.ศ.2540 เป็นต้นมา ด้วยการนิยามและให้ความหมายของสุขภาพด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป มิได้มุ่งเน้นแต่เพียงเรื่องการเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่หมายความถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล(พรบ.สุขภาพแห่งชาติ,2550) ทำให้การพัฒนาสุขภาพและการพัฒนาทางด้านสังคมมีความสอดคล้อง มีแนวคิดและทิศทางแห่งเป้าหมายเป็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือการมี “ความสุข” ของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม มีความสมดุลกันพร้อมทุกด้าน ไม่แยกส่วนว่าเป็นความสุขเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั่น เพราะหากว่าขาดไปเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็จะทำให้เสียสมดุล เมื่อเสียสมดุลความสุขที่แท้จริงก็มิอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การจะพัฒนาสุขภาพก็จำเป็นต้องพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่ไปด้วย และพัฒนาในทุก ๆ มิติ อย่างมีสมดุล
       นอกจากนี้ ความสุข ตามความคาดหวังแล้ว หากจะนับว่าเป็นความสุขที่แท้จริงแล้วจะต้องเป็นความสุขที่เกิดขึ้นภายใต้องค์ประกอบ 4 ด้าน(พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต,2549) ได้แก่
      ด้านที่หนึ่ง คือ ความเสรี ไม่ถูกปิดกั้นจำกัดบีบคั้น ไม่ติดขัดคับข้อง ไม่ถูกผูกมัดกดทับไว้ แต่เคลื่อนไหวได้คล่องตามปรารถนา คือภาวะที่เป็นอิสระ
อีกด้านหนึ่ง คือ ความสงบ ไม่มีความร้อนรนกระวนกระวาย ไม่ว้าวุ่น ไม่พลุ่งพล่าน ทั้งร่างกายและจิตใจไม่ถูกรบกวน ไม่มีอะไรมาระคายเคือง คือสงบ อยู่ตัวของมัน
      อีกด้านหนึ่ง คือ ความสะอาด หรือความบริสุทธิ์ ไม่มีความขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่ใช่แค่ความสะอาดด้านวัตถุหรือรูปธรรม แต่หมายถึงทางด้านจิตใจที่ไม่มีความหมองมัว ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมอง
      และสุดท้าย คือ ความสว่าง กระจ่างแจ้ง แจ่มชัด ใสสว่าง หรือผ่องใส มองเห็นทั่วตลอด
ความสุขที่แท้ตามองค์ประกอบ 4 ด้านนี้ จึงควรเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ใช้สติปัญญาของตนเอง เกิดขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ ไม่รบกวน แย่งชิงหรือเบียดเบียนผู้อื่น ในขณะเดียวกัน การประพฤติปฏิบัติที่เกิดขึ้นก็เป็นไปอย่างเสรี เป็นความสุขที่เกิดจากเจตนาที่บริสุทธิ์ ถูกต้อง ไม่ถูกบงการบีบคั้นให้ปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติที่ปฏิบัติโดยสมัครใจ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม

จะจัดการอย่างไรให้เกิดความสุข ?

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว หลายท่านอาจมีคำถามว่า “จะทำได้จริงหรือ?” “จะทำได้อย่างไร?” หรือมีคำถามอื่น ๆ อีกมากมายตามมา เพราะการพัฒนาให้เกิดความสุขที่แท้จริงดังที่ว่านั้น ได้รวมแนวคิดต่าง ๆ ไว้หลายด้าน หลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม การบูรณาการการพัฒนา หรือแม้แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งล้วนแต่เป็นแนวคิดที่ยากต่อการจะปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น แต่ด้วยความสลับซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน ย่อมทำให้ปัญหาต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย ความซับซ้อนที่มากขึ้นนั้นหมายความว่า เป็นความยากในการปฏิบัติที่เพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยความสำนึกต่อบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว เราและท่านทั้งหลายคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันจัดการให้เกิดขึ้นจริงให้ได้(ความสุขเป็นเรื่องของทุกคน) เพื่อความสุขของพวกเราเหล่าชนชาวไทย
ในทางปฏิบัติแล้ว ความหมายของความสุขดังที่กล่าวข้างต้นย่อมทางเป็นไปได้หรือทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่วัดได้(เป้าหมาย) ย่อมมีวิธีการที่จะพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ ในเอกสารฉบับนี้จะขอเสนอแนะแนวทางและขั้นตอน(กระบวนการ)การพัฒนาความสุข ตามแนวคิดการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็น “ระบบสุขภาพภาคประชาชน” ที่เป็นกระบวนการพัฒนาทางสุขภาพองค์รวมเพื่อให้เกิดการจัดการตนเองได้ในระดับชุมชน ซึ่งจะขอเสนอโดยสังเขป ดังนี้

ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการจัดการสุขภาพ(ความสุข)

ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจกลไกหลักและประเมินสถานการณ์การดำเนินงานด้านสุขภาพของชุมชนที่ผ่านมา
เริ่มต้นด้วยสำรวจและวิเคราะห์ชุมชนของตนเองก่อนว่า มีกลไกหลักในการก่อรูป “การจัดการความสุข” หรือไม่

กลไก ที่ว่านี้คือ
       1.1 มีองค์กร คือ เจ้าภาพหลัก ที่เป็นแกนนำหรือเป็นกำลังหลักในการพัฒนาความสุขในที่นี้ก็คือ อบต.. และนอกจาก อบต. แล้วยังมี ชมรมสร้างสุขภาพกลุ่มแกนนำ องค์กรภาคี เครือข่ายอื่น ๆ รวมทั้ง คนเก่ง คนดี ในชุมชนที่พร้อมจะมาร่วมกันทำงานเพื่อสร้างความสุขร่วมกันอีกหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
      1.2 มีกองทุนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน กองทุนในที่นี้หมายถึง กองทุนที่ชาวบ้านระดมกันเอง เกิดเป็นกองทุนต่าง ๆ และกองทุนที่ภาครัฐสมทบมาให้ เช่น กองทุนบ้านเอสเอ็มแอล ฯลฯ เป็นต้น (กองทุนนี้หมายรวมถึงกองทุนทุกอย่างที่มีอยู่ในชุมชน)
      1.3 มีการนำองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน เช่น นำประสบการณ์การจัดการเหมืองฝาย มาบริหารจัดการ คน ทุน เพื่อการพัฒนาชุมชน หรือการใช้ภูมิปัญญาในเรื่องสมุนไพร ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี มาใช้เป็นสิ่งหล่อหลอมและดึงดูดให้คนในหมู่บ้านมารวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2 สร้างเวทีเรียนรู้ชุมชน
      เป็นขั้นตอนการนำกลไกทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มองค์กร ทุน และความรู้ มาก่อรูปให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน สานกลไกทั้ง 3 ให้เกิดคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิมด้วยการ
      2.1 กลุ่มองค์กร ภาคี/เครือข่าย มาทำประชาคม คุยกันถึงเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนในทุกแง่ ทุกมุม ทุกด้าน     ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ชุมชนโดยคนในชุมชนเอง
      2.2 ร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการพัฒนา โดยวิเคราะห์ให้ลึกถึงสาเหตุแห่งปัญหา นั้น ๆ ด้วย

ขั้นตอนที่ 3 กระบวนการทำแผนชุมช
      จากขั้นที่ 2 สู่ขั้นที่ 3 คือ ขั้นตอนการทำแผนชุมชน ด้วยการ
      3.1 ร่วมกันวางแผนแก้ไขหรือพัฒนาหมู่บ้านให้ได้แผนชุมชน
      3.2 กลุ่มองค์กร ภาคี/เครือข่าย แกนนำชุมชน นำแผนชุมชนที่ได้ ประกาศให้ประชาชนทั้งหมู่บ้านได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการทำแผน อาจจะใช้วิธีการประชุมชาวบ้าน หรือจัดเวทีกลางบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสรับรู้ ได้เสนอ โต้แย้ง และประชาพิจารณ์แผนด้วย
      3.3 แผนชุมชนนี้ควรจะออกมาเป็นแผนรวมทุกเรื่อง ซึ่งเรียกแผนชีวิตหรือแผนแม่บทชุมชน ซึ่งในที่นี้อาจเรียกว่าแผนพัฒนาความสุข
      3.4 แผนพัฒนาความสุขควรจะประกอบด้วย 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ ด้านสร้าง(พัฒนา) และด้านซ่อม(แก้ไขปัญหา) และแผนทั้ง 2 ด้าน จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการของชุมชน


ขั้นตอนที่ 4 ปฏิบัติการตามแผน
      จากขั้นที่ 3 สู่ขั้นที่ 4 ในเวทีกลางบ้านนั้น เลือกกิจกรรม และร่วมกันวิเคราะห์แผนว่า
      • กิจกรรมใดควรทำก่อน ทำหลังนำมาจัดลำดับ
      • กิจกรรมใด ทำโดยชุมชนเองทั้งหมด
      • กิจกรรมใด ต้องทำร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น
      • กิจกรรมใด ต้องเสนอให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่นช่วยทำ
จากนั้นจึงปฏิบัติตามแผนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้เพื่อยืนยันความยั่งยืนของแผนงาน โครงการ และกิจกรรม

ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล
      5.1 ชุมชนเกิดเป็นชุมชนจัดการสุขภาพหรือไม่
      5.2 ภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกชุมชน มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างชุมชนจัดการ ความสุขหรือไม่
      5.3 ภาคีเครือข่ายมีการประสานงาน แลกเปลี่ยน ร่วมเรียนรู้ และมีการสนับสนุนทรัพยากร หรือไม่
      5.4 ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำแผนและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และได้รับประโยชน์ จากการจัดการด้านต่าง ๆ ของชุมชนหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
      5.5 มีการถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน และประชาชนนำไปใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

      ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการจัดการความสุขทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เกิดจากสังเคราะห์ประสบการณ์ทำงานและการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐานของบุคลากรในสังกัดกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยมีเจตนาเพื่อพัฒนาแกนนำด้านสุขภาพให้เกิดการจัดการสุขภาพ(พึ่งตนเอง)ในระดับหมู่บ้าน แต่ผู้เขียนเห็นว่าโดยหลักการแล้วสามารถประยุกต์หรือปรับใช้ได้ทุกเรื่องที่เป็นกระบวนการพัฒนา จึงได้นำมาเสนอเพื่อการจัดการความสุขในระดับตำบล คาดหวังว่าองค์การบริหารส่วนตำบลจะเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเพียงแค่หลักการทางวิชาการ ซึ่งจะได้นำเสนอรูปธรรมให้เห็นในส่วนถัดไป(กรณีตัวอย่าง)

  ทำไมต้อง อบต. ?

     อบต. ย่อมาจาก คำว่า "องค์การบริหารส่วนตำบล" ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (ปัจจุบันมีการแก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542) มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีความเป็นอิสระในการดำเนินงานภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด มีรายได้ มีทรัพย์สิน ตั้งแต่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน มีอำนาจหน้าที่ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (มาตรา 66) อบต. มีหน้าที่ต้องทำ ตามมาตราที่ 67, มาตราที่ 68 และมาตราที่ 73 ด้วยความที่เป็นองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ใช้เขตพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนเป็นตัวกำหนดการพัฒนา มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพราะมีฐานะเป็นนิติบุคคล อาจออกข้อบังคับตำบลเพื่อเพื่อใช้บังคับในตำบลได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ของ อบต. โดยจะกำหนดค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บ และกำหนดโทษปรับผู้ฝ่าฝืนด้วยก็ได้ (มาตรา 71) และมีทรัพยากรที่ครบถ้วน จึงเป็นโอกาสและปัจจัยเอื้อที่จะทำให้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้โดยไม่ยากนัก
      รัฐธรรมนูญของประเทศไทย ฉบับปี พ.ศ. 2540 มาตรา 52 ได้มีการกำหนดให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับผิดชอบและทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน รวมถึง พ.ร.บ. การกระจายอำนาจการปกครองสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กำหนดแนวทางในด้านการดูแลสุขภาพ โดยได้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการภารกิจด้านการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมโรคและการสาธารณสุขมูลฐาน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลและรับผิดชอบ ทั้งนี้โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2542 เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าในขณะนี้ (ในระหว่างการจัดทำเอกสารชุดนี้คือเดือนเมษายน 2550) ประเทศไทยของเราจะอยู่ในช่วงว่างของการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย เป็นช่วงที่กำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนที่ฉบับปี พ.ศ.2540 แต่โดยทิศทางและกระแสความเห็นของสังคมในทุกภาคส่วนก็ยังเห็นว่า “การกระจายอำนาจ” ยังมีความจำเป็นและเป็นทิศทางหลักของกาพัฒนาโดยรวมของประเทศ ที่มุ่งมั่นจะทำให้ชุมชน ท้องถิ่น มีบทบาทในการดูแลและจัดการตนเองตามแนวคิดการพัฒนาและข้อเสนอของนักคิด นักวิชาการ เพื่อความมั่นคงและยังยืนของการพัฒนา เพราะด้วยบทเรียนการพัฒนาของประเทศอันยาวนานที่ผ่านมาเป็นคำตอบแล้วว่า นโยบายรัฐส่วนกลางแต่ฝ่ายเดียวไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นที่ดีได้ ต้องเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของภาคประชาชนในการพัฒนาทุก ๆ ด้านในพื้นที่ของตนเอง
      ดังนั้น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” จึงยังคงบทบาทสำคัญในการที่จะเป็นกลไกผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมได้ต่อไป โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่เป็นองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป มีพื้นที่ อาณาเขตการพัฒนาและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน มีทุนทรัพยากรที่ค่อนข้างลงตัว ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล มีโครงสร้าง มีวัฒนธรรมความผูกพัน มีการรวมตัวของผู้คนทั้งในแบบการจัดตั้งและการรวมตัวกันตามเงื่อนไขหรือบริบทของพื้นที่(ซึ่งถือว่าเป็นทุนเดิมที่มีคุณค่ายิ่ง) และรวมทั้งหน่วยงานราชการอีกหลายกระทรวงที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานานที่พร้อมจะเป็นแรงหนุนเสริมศักยภาพของท้องถิ่นอย่างเต็มความสามารถ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นทุนเดิมที่สำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้
      จากการศึกษาบทบาทการทำงานในกิจกรรมด้านสาธารณสุขที่ อบต. เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ผ่านพบว่า ส่วนมากเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการปรับปรุงการทำงานของสถานีอนามัยและการจัดซื้อเครื่องมือบางอย่างเช่น ยูนิตทำฟัน การสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจัดซื้อเวชภัณฑ์ การสนับสนุนงานป้องกันโรค (สถาบันพระปกเกล้า 2545) ทั้งนี้เมื่อศึกษาบทบาททางการบริหารของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อรองรับการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขใน 4 บทบาท คือบทบาทในการเป็นผู้อำนวยการ บทบาทในการประสานงาน บทบาทในการเป็นที่ปรึกษา และบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก พบว่า ระดับบทบาททางการบริหารของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง ในด้านที่ต้องการปรับปรุงมากที่สุดคือ บทบาทในการเป็นผู้ประสานงานรองลงมาคือบทบาทในการเป็นผู้อำนวยการ บทบาทการเป็นผู้อำนวยความสะดวกและบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาตามลำดับ (เฉลียว ตามสีรัมย์ 2544) และพบว่า คณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล มีระดับศักยภาพโครงการพัฒนาชุมชนในด้านรายได้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน อยู่ในระดับสูง ศักยภาพในด้านการวางแผนพัฒนาชุมชน การประสานงานเพื่อ ชุมชนและการนำแผนพัฒนาชุมชนไปปฏิบัติอยู่ในระดับต่ำ (สุทธิพงษ์ ภูเมืองปาน 2542) การศึกษาข้างต้น แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมของท้องถิ่นที่มีสมรรถนะเพียงพอที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้ และเท่าที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วในบางส่วน ยังขาดแต่เพียงการส่งเสริมอย่างจริงจังและการประสานงาน ความร่วมไม้ร่วมมือในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง


 
ส่วนที่ 2
บทเรียนการจัดการความสุขโดย อบต.

บทเรียนการจัดการความสุขโดย อบต.

      ในส่วนนี้จะขอนำเสนอประสบการณ์การทำงานขององค์การบริหารตำบล ที่สามารถจัดการด้านสุขภาพจนเกิดเป็นความสำเร็จขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็เป็นการยืนยันได้ทางหนึ่งว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ตัวอย่างที่นำมาเสนอนี้เกิดจากการที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ เข้าไปศึกษาการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบล 2 พื้นที่ และยกประเด็นที่เด่นชัดมาพื้นที่ละ 1 เรื่อง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 2 แห่งนี้อีกมากมาย เพื่อความกระชับจึงขอนำมาให้เห็นบางส่วน ดังต่อไปนี้

  การสร้างเสริมสุขภาพชุมชน
กรณีตัวอย่างองค์การบรารส่วนตำบลป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย

     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ต.ป่าซาง จ.เชียงราย เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเงี้ยวกับชาวไทยใหญ่มีราษฎร์ 10 หลังคาเรือน อยู่แบบปกครองกันเอง ในครอบครัว และมีพื้นที่เป็นป่าไม้ไผ่ทั้งหมด อีกทั้งเป็นที่วางเปล่า ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ได้เสด็จผ่านมาเห็นว่าที่ตรงนี้เป็นที่ว่างเปล่า และมีจำนวนราษฎร์น้อยนิด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ก็ทรงเสด็จไปเมืองลำพูนเพื่อที่จะทรงโปรดให้ราษฎร์เมืองลำพูน ต.ป่าซาง อ.ปากบ่อง ย้ายครอบครัวจากลำพูนมาตั้งรกรากอยู่ที่ ต.ป่าซาง (ปัจจุบัน) เพราะว่าเมืองลำพูนนั้นมีจำนวนราษฎร์หนาแน่น จะต้องย้ายราษฎร์ของ อ.ปากบ่องมาอยู่ที่ ต.ป่าซาง โดยมีพ่อตังแกเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ขณะที่ราษฎร์ย้ายมานั้นมีท่านพระครูบาจี้ อินต๊ะ ร่วมเดินทางมาด้วย หัวหน้าหมู่บ้าน (พ่อตังแก) ก็เห็นว่าในหมู่บ้านนี้ก็มีจำนวนราษฎร์มากแล้ว และอีกทั้งก็ยังมีวัด มีแต่พระครูบาจี้ อินต๊ะ เป็นผู้นำในการสร้างวัดขึ้น
      องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2544 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากอำเภอแม่จัน ไปตาม ถนนพหลโยธิน - แม่สาย ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดเชียงราย ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน 42 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน แบ่งเป็นพื้นที่ราบ 8 หมู่บ้าน พื้นที่บนภูเขา 7 หมู่บ้าน มีประชากรจำนวนทั้งสิ้น 20,876 คน ชาย 10,470 คน หญิง 10,670 คนมีอาชีพหลักคือ ทำนา และรับจ้างเป็นอาชีพเสริม

“ ต้องมือไม้อ่อน รู้ขั้นตอนพิธีการ
รู้จักงานในหน้าที่ มีความรู้ และเสียสละ ”  

     เป็นหลักคิดที่ใช้ยึดเหนี่ยวการทำงานในหน้าที่ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งนอกจากจะต้องเป็น นักบริหารจัดการ แล้วยังจะต้องทำหน้าที่เป็นนักการเมืองไปพร้อมกันด้วยเพื่อสร้างโอกาสในการนำหรือโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารตำบล ท่ามกลางกระแสการเมืองท้องถิ่นที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

      มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประชาชนในตำบลให้มีโครงสร้างพื้นฐานดี สุขภาพดี ได้รับการศึกษา รักษาวัฒนธรรม น้อมนำศาสนา พัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน คนชรา ผู้ด้อยโอกาส ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมบรรเทาสาธารณภัย ด้วยวิธีการทำงานที่บูรณาการ คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์พัฒนา เพื่อองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง จะมุ่งมั่นพัฒนาแก้ไขปัญหาท้องถิ่น ที่มีประชากรเป็นศูนย์กลาง เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อย่างแท้จริง จะบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม เพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชน ให้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง มีความเจริญก้าวหน้า เป็นตำบลที่น่าอยู่ตลอดไป

      เมื่อความมุ่งมั่นดังกล่าวถูกประกาศเป็นนโยบายการทำงานต่อสภา ก็เป็นโอกาสและช่องทางที่จะทำให้ภาคประชาชน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยราชการในพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดวิเคราะห์ กำหนด ตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองภาคประชาชนที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์การบริหารส่วนตำบลจะมาให้การสนับสนุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะว่าการที่จะดำเนินการกิจกรรมใด ๆ นั้นได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมมาก่อนหน้านี้แล้ว

      การสร้างเสริมสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง แยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
ดำเนินการตามประเด็นโดยใช้หัวข้อการสร้างสุขภาพตามแนวทาง 6 อ. ได้แก่ อาหาร อารมณ์ อบายมุข อโรคยา ออกกำลังกาย อนามัยสิ่งแวดล้อม และตามกลุ่มเป้าหมายได้แก่ กลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน กลุ่มเยาวชน และผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่าทั้งการกำหนดประเด็นหรือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายจะฟังดูเหมือนว่าเป็นงานที่ส่วนราชการทั่วไปดำเนินการอยู่แล้ว แต่โดยเนื้อหาและวิธีการจะมีลักษณะเฉพาะเป็นของพื้นที่ หรืออาจมองอีกนัยหนึ่งว่าเป็นความฉลาดที่สามารถจัดหมวดหมู่กิจกรรมเพื่อความเข้าใจและการสื่อสารได้เป็นอย่างดี มีความสอดคล้องกับภาคราชการ ไม่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ปฏิบัติและภาคประชาชน ทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความเป็นเจ้าของให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมิได้มีความรู้สึกว่าเป็นการแบ่งแยกหรือเป็นงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

   การบริหารจัดการ

     ด้วยแนวคิดของคณะผู้บริหารที่ต้องการให้แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง และด้วยลักษณะเด่นของผู้นำที่นายกฯ ไม่มีธุรกิจ ไม่ใช่ผู้รับเหมา เป็นคนในพื้นที่ เป็นที่รู้จัก นับถือ และศรัทธาของประชาชนมาช้านาน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซางจึงทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางการประสานงานและศูนย์กลางการพัฒนาในระดับตำบล ทำหน้าที่คอยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของประชาชน รวมทั้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นโครงการดำเนินการในพื้นที่ ภายใต้หลักคิด 3 ประการ คือ
      1. อบต.เป็นเหมือนประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง หมายความว่า การเป็นองค์กรนิติบุคคลนั้นย่อมมีอำนาจหน้าที่และการตัดสินใจที่เสร็จขาด มีทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคลากรที่มีศักยภาพพอจะดำเนินการได้ทุกเรื่องที่เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชนในพื้นที่ตำบล หรืออย่างน้อยก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหลายให้เข้ามาดำเนินการ หากเป็นเรื่องที่เกินกำลังความสามารถจริง ๆ
      2. การนกระทำกิจกรรมใด ๆ ของอบต. จะต้องคุ้มค่ากับเงินภาษีของราษฎร อบต.บริหารงานอยู่ได้ก็เพราะอาศัยเงินภาษีทั้งที่เก็บโดยตรงหรือรัฐส่วนกลางเป็นผู้จัดเก็บแล้วอุดหนุนมาให้ กิจกรรมที่ทำจึงจะต้องคุ้มค่ากับเงิน ความคุ้มค่า ก็คือ การทำให้ประชาชนในตำบลได้รับประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การอยู่ดีกินดีของประชาชน
      3. ต้องวิ่งเข้าหาปัญหา ไม่รอให้มันมาหา ดังนั้น กระบวนการจัดทำแผนงานโครงการต้องเข้าถึงประชาชน รับฟังข้อมูลที่แท้จริงจากประชาชน ต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      ดังนั้น การบริหารจัดการด้านงบประมาณจึงได้มีการกำหนดสัดส่วนออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน 50 % การส่งเสริมอาชีพ 30 % และอุดหนุนหมู่บ้าน 20 % (ปัจจุบันสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานเริ่มลดลง ไปเพิ่มในส่วนการส่งเสริมอาชีพ) โดยมีเงื่อนไขว่า ส่วนของการส่งเสริมอาชีพนั้นประชาชนต้องมีการรวมกลุ่มกัน และร่วมมือกันวางแผนดำเนินงาน(กระบวน การประชาคม)เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุน ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นแล้วแต่กลุ่มเป็นผู้กำหนด ส่วนเงินอุดหนุนหมู่บ้านจะใช้เป็นสวัสดิการเพื่อสงเคราะห์กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และอุดหนุนการปกครองท้องที่(กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน)ใช้ดำเนินกิจกรรมด้านการปกครอง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งการบรรเทาสาธารณภัยของหมู่บ้าน ส่วนที่เหลือ(ร้อยละ 50) เป็นการจัดบริการพื้นฐานที่จำเป็นโดยเรียงลำดับตามความสำคัญ และนโยบายของคณะผู้บริหารที่ได้ประกาศไว้

   กิจกรรมที่ทำ

     ด้วยแนวคิดและรูปแบบการบริหารจัดการดังกล่าว จึงเป็นช่องทางหรือโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชน กลุ่ม องค์กร รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นที่มาของการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ 6 อ.(อาหาร อารมณ์ อบายมุข อโรคยา ออกกำลังกาย อนามัยสิ่งแวดล้อม) และการส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็ก(ศูนย์เด็กเล็กและเด็กนักเรียน) เยาวชน แม่บ้าน ผู้สูงอายุ การสร้างเสริมสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าซางจึงเป็นทั้งลักษณะเชิงประเด็นและกลุ่มเป้าหมายหลัก กล่าวคือ หากการจัดทำโครงการกิจกรรมของหมู่บ้านยังไม่ครอบคลุมพอ อบต.ก็จะให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีความสำเร็จที่พอจะเล่าสู่กันฟังได้ดังต่อไปนี้(ความจริงแล้วเป็นการยากที่จะแยกว่ากิจกรรมใดส่งเสริมให้เกิดผลกับ อ. ใดเป็นการเฉพาะ เพราะว่า แต่ละโครงการ แต่ละกิจกรรมมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน)
      อ. อาหาร  ได้ดำเนินโครงการ “ผักสวนครัว รั้วกินได้” โดยการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีอาหารที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ การปลูกผักกินเองจะปลอดภัยจากสารเคมี และส่งเสริมสุขภาพเพราะผักมีสารอาหารวิตามินสูงและมีกากใย ช่วยป้องกันปัญหาโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง นอกจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์แล้วยังได้มีการแจกกล้าผักให้กับประชาชนทุกคนที่มารับบริการที่อบต. โดยในปี 2549 มีการแจกไปแล้วจำนวนกว่า 2 หมื่นต้น ทำให้ในขณะนี้ทุกหมู่บ้านของตำบลป่าซางมีการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองในครอบครัว และนอกจากนี้ยังได้ให้การสนับสนุน “โครงการบ้านจุ้ม เมืองเย็น” ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการพึ่งตนเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และการปลูกผักสวนครัวก็เป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ รวมทั้งการให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดอาหารกลางวันแก้เด็กนักเรียนครอบคลุม 100 % ซึ่ง อบต.ให้การสนับสนุนประมาณร้อยละ 70 ของงบประมาณค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนทั้งหมด (รัฐส่วนกลางสนับสนุนไม่เพียงพอ ได้เพียงประมาณร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายที่ใช้จริงทั้งหมด)
      อ. อารมณ์ การส่งเสริมด้านอารมณ์เน้นที่กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะเป็นกลุ่มประชากรพึ่งพิง ส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง เพราะสมาชิกในครอบครัวที่เป็นวัยทำงานต้องออกไปทำงานนอกบ้านหรือนอกพื้นที่ตำบล ผู้สูงอายุที่อยู่ที่บ้านจึงเกิดความเหงาและว้าเหว่ อบต.ป่าซางโดยการสนับสนุนและร่วมมือของสถานีอนามัยจึงได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุตำบลป่าซางขึ้น เพื่อให้เกิดกิจกรรมและสังคมของผู้สูงอายุ ช่วยผ่อนคลายความเหงา ซึ่งจะมีการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และทุกครั้งก็จะสอดแทรกกิจกรรมสันทนาการที่แตกต่างกันไป มีกิจกรรมใหญ่ประจำปีซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถในลักษณะต่าง ๆ กันไป โดยล่าสุดมีการจัดการประกวดหัวเราะ ซึ่งสร้างความสนุกสนานและความพอใจแก่สมาชิกได้เป็นอย่างมาก และทุกครั้งในวันที่มีการแจกเบี้ยยังชีพทุกวันที่ 2 ของเดือน ผู้สูงอายุจะได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันและได้ชมการแสดงของหลาน ๆ จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนที่หมุนเวียนกันมาทำการแสดงทุกเดือน และนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการบูรณาการกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม
      และนอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าในการดำรงชีวิตแก่ผู้สูงอายุ ให้มีบทบาทต่อชุมชนไม่รู้สึกไร้ค่า จึงจัดให้มีการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ เช่น ความสามารถในการเล่นดนตรีพื้นบ้าน การทำขนม/อาหารพื้นบ้าน พิธีกรรมตามประเพณีพื้นบ้าน เป็นต้น โดยให้ผู้สูงอายุฝึกสอนและถ่ายทอดความรู้ ความสามารถให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนและเยาวชนของตำบล ซึ่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์คุณค่าของท้องถิ่นไว้แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ เป็นการซึมซับความดีงามให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย
      อ. อบายมุข มีการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา และการอบรมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่กลุ่มเยาวชน ทั้งนี้ โดยความสนับสนุนของท่านพระครูเจ้าอาวาสวัดป่าซางเป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ ซึ่งการที่ได้พระเป็นผู้นำหลักย่อมทำให้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีของพี่น้องประชาชน ที่มีความเคารพศรัทธาในตัวท่านเจ้าอาวาสเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการสนับสนุนให้มีการแข่งขันกีฬาระดับตำบลอย่างต่อเนื่องทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ใหญ่ แกนนำลำผู้นำชุมชน
      อ. อโรคยา เพื่อเป็นการป้องกันการเจ็บป่วยหรือเมื่อป่วยแล้วก็ให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จึงประสานความร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) และสถานีอนามัย เพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมการควบคุมโรค และการคัดกรองโรคต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การคัดกรองและแก้ไขปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ และโรคอื่น ๆ ตามข้อเสนอหรือนโยบายของฝ่ายสาธารณสุข และเมื่อประชาชนเจ็บรุนแรงเกินศักยภาพการรักษาพยาบาลของสถานีอนามัยและผู้ป่วยฉุกเฉิน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซางจึงได้จัดเตรียมรถส่งต่อผู้ป่วยซึ่งได้เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นรถกู้ชีพฉุกเฉิน(EMS) เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงรอที่จะส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลแม่จันหรือโรงพยาบาลเชียงรายได้ตลอดเวลา โดยให้สถานีอนามัยแจ้งไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลทางโทรศัพท์
      อ. ออกกำลังกาย ให้การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออกกำลังกายแอโรบิค โดยจัดงบประมาณสนับสนุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนครูฝึก ค่าอุปกรณ์ประประกอบการเต้น และอุปกรณ์กีฬาที่กลุ่มต่าง ๆ เสนอขอมาเพื่อใช้ทั้งการออกกำลังกาย การฝึกซ้อมและการแข่งขัน ครบทุกหมู่บ้าน พัฒนาสมาชิกกลุ่มแอโรบิคที่มีความสามารถเพื่อเป็นหางเครื่องและส่งเข้าประกวดงานประจำปีงานพ่อขุนเม็งรายและงานกาชาดจังหวัดเชียงราย จนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด จัดให้มีการแข่งขันการออกกำลังกายและกีฬาตามวาระสำคัญต่าง ๆ ของชุมชนปีละหลาย ๆ ครั้ง ทั้งในกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้นำ บุคลากร และการเชื่อมความสามัคคีระหว่างตำบล
     การได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดในการประกวดหางเครื่อง เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างหนึ่งของผู้บริหารว่ามีวิธีการทำงานที่เป็นขั้นตอนและมีเป้าหมาย เพราะงานครั้งนี้เกิดจากข้อตกลงที่สืบทอดกันมาว่า ถึงรอบของตำบลป่าซางที่จะต้องเป็นตัวแทนอำเภอแม่จันส่งคณะหางเครื่องเข้าประกวดในระดับจังหวัด หลังจากที่ยอมรับในภารกิจที่ต้องดำเนินการแล้วจึงได้ประชุมหารือทีมงานและได้ข้อปฏิบัติว่า จะให้ครูฝึกเต้นแอโรบิคเป็น “แมวมอง” เพื่อค้นหาผู้ที่มีแววเป็นตัวแทนตำบล เมื่อได้ครบตามจำนวนจึงทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก โดยนายกฯ เป็นผู้แจ้งเพื่อขอความร่วมมือจากครอบครัว(สามีและลูก) ว่าต้องใช้เวลาช่วงเย็นถึงกลางคืนเพื่อฝึกซ้อมและได้รับความร่วมมืออย่างดีตลอดเวลา 2 เดือนเต็มที่ทำการฝึกซ้อม เมื่อสมหวังได้รางวัลชนะเลิศได้มีการนำถ้วยรางวัลไปแสดงในงานประชุมต่าง ๆเพื่อให้ประชาชนรับรู้และขอบคุณกลุ่มแม่บ้านที่เป็นตัวแทนทำชื่อเสียงให้ตำบล รางวัลหางเครื่อง จึงเป็นที่รับรู้และภาคภูมิใจของคนทั้งตำบลป่าซาง
      อ. อนามัยสิ่งแวดล้อม เรื่องเด่นเรื่องหนึ่งของตำบลป่าซาง จนถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญของตำบลนั่นคือ “การจัดการป่าชุมชน” ที่เรียกว่าการจัดการนั่นหมายความว่ามีกิจกรรมที่ค่อนข้างครบวงจร ทั้งการปลูกป่าเพิ่มเติม การฟื้นฟูสภาพป่า การรักษาอนุรักษ์พื้นที่ป่า มีการจัดชุดสายตรวจป่า การต่อสู้กับกลุ่มนายทุนผู้บุกรุกจนได้พื้นที่สาธารณะกลับมาเป็นของตำบล เรียกได้ว่ามีครบทั้งประเด็นร้อนและประเด็นเย็น มีการจัดการเพื่อส่งเสริมความรู้สึกร่วมให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และพิทักษ์รักษาป่าร่วมกัน นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการส่งเสริมการผลิตและใช้สารชีวภาพแทนสารเคมีทางการเกษตร โดยร่วมมือกับศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล จัดอบรมความรู้การผลิตและการใช้สารชีวภาพแก่เกษตรกร และจัดตั้งศูนย์ผลิตและจำหน่าย(แจกจ่ายฟรี)สารชีวภาพของตำบลอยู่ที่ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล แต่ในขณะนี้ยังถือว่าประสบความสำเร็จน้อย ยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงต่อไป
      นอกจากการดำเนินกิจกรรมตามประเด็น 6 อ. แล้ว ยังได้มีการส่งเสริมสุขภาพเฉาะกลุ่มควบคู่ไปด้วย ได้แก่

      ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน    คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาตามหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบล ที่จะต้องให้การสนับสนุนดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแลโรงเรียนในเขตพื้นที่ตำบลโดยเฉพาะเรื่องการจัดอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและการมองภาพความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม และวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทำให้เกิดกิจกรรมการจัดเมนูอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนโดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ไม่ส่งเสริมการค้าข้ามชาติจากห้างใหญ่ โดยเริ่มจากการให้โรงเรียนทั้ง 6 แห่งได้กำหนดเมนูอาหารร่วมกัน แล้วสำรวจว่าในหนึ่งสัปดาห์มีการจัดรายการอาหารอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร และรายการอาหารที่ว่านั้นใช้วัสดุและส่วนประกอบอะไรบ้าง ต้องใช้วันละ/สัปดาห์ละเท่าไร แล้วมาดูว่าในพื้นที่ตำบลมีการรวมกลุ่มผลิตส่วนประกอบของอาหารอะไรบ้าง หากไม่มีก็ให้จัดซื้อจากร้ายจำหน่ายสินค้ารายย่อยที่อยู่ในเขตตำบล โดยทำความตกลงร่วมกันระหว่างโรงเรียน ผู้ประกอบอาหาร เกษตรกรผู้ผลิตผักและเครื่องปรุง ผู้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู และร้านขายของชำในชุมชน เพื่อร่วมมือกันผลิต จัดซื้อ และจำหน่าย เพื่อประกอบอาหารให้เด็กรับประทานได้อย่างเพียงพอทุกวัน กระจายรายได้ ให้เงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น วันจันทร์เป็นรายการอาหารขนมจีนน้ำเงี้ยว ก็คำนวณว่าทั้ง 6 โรงเรียน จะต้องใช้เส้นกี่กิโลกรัม ถั่วงอกเท่าไร เลือด น้ำพริก และเครื่องปรุงอื่น ๆ อย่างละเท่าไร ก็กำหนดให้ผู้ผลิตจัดส่งตามจำนวนที่เพียงพอ ซึ่งอาจจะมาจากหลายส่วนแต่ล้วนแล้วเป็นของคนในพื้นที่ทั้งสิ้น
      นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้โรงเรียนจัดหลักสูตรที่สามารถทำให้นักเรียนที่จบหลักสูตรออกมาหากไม่ได้ศึกษาต่อสามารถประกอบอาชีพ และช่วยตนเองได้ เช่น การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นต้น ไม่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการมากจนเกินไป

      กลุ่มเยาวชน     จุดเด่นของการดำเนินงานในกลุ่มเยาวชน คือ การจัดตั้งสภาเยาวชนตำบล เพื่อให้มีบทบาทด้านต่าง ๆ ในชุมชน พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วม และการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับผู้ใหญ่ ได้แก่ การสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน ประเพณี พิธีกรรม การแห่ลูกแก้ว และองค์ความรู้ด้านการประกอบอาหารพื้นบ้าน ขนมโบราณ การประกอบอาชีพช่างตัดผม เป็นต้น เพื่อลดและป้องกันพฤติกรรมการเลียนแบบวัฒนธรรมเมือง หรือวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งได้สร้างปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย
      นอกจากนี้ สภาเยาวชนตำบลยังถือว่าเป็นหนึ่งในโครงสร้างการพัฒนาตำบล มีสิทธิและเสียงเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ ทำให้เยาวชนมีทักษะการจัดการกลุ่ม ระดมความเห็นภายในกลุ่ม มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอและมีส่วนร่วมในโครงสร้างการพัฒนาตำบลชุดใหญ่

      ผู้สูงอายุ     นอกจากกิจกรรมด้านการพัฒนาอารมณ์ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้น ยังมีกิจกรรมประชุมประจำเดือนระดับตำบลเพื่อมอบเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทุกวันที่ 2 ของเดือน มีการตรวจและคัดกรองสุขภาพ และการถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพ โดยสถานีอนามัยจะจัดเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการให้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ครอบคลุมและต่อเนื่อง

     กระบวนการทำแผน     การได้มาซึ่งข้อมูล ปัญหา และกิจกรรม มีอยู่ 3 ช่องทางหลัก ๆ ได้แก่ การทำประชาคมหมู่บ้าน การเสนอโครงการจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ และกิจกรรมตามภารกิจและนโยบายของผู้บริหาร โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะถูกนำมาผสานกันเพื่อกำหนดเป็นแผนของตำบลและแปลญัตติงบประมาณประจำปี และร่วมมือกันดำเนินการตามแผนเรียงตามลำดับความสำคัญ

     การประชาคมหมู่บ้าน      ประชาคมหมู่บ้านถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำแผนในแต่ละปี เพราะดูจากสัดส่วนการสนับสนุนแล้วนับเป็นเงินจำนวนครึ่งหนึ่งของยอดเงินสนับสนุนทั้งหมด(หมู่บ้าน 20% กลุ่มอาชีพ 30%) เป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนตามเจตนารมของคณะผู้บริหารที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น ประชาคมหมู่บ้านกระทำโดยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นแกนนำ ร่วมกับแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ของหมู่บ้าน รวมทั้งผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยมีขั้นตอนการรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากทุกฝ่าย และร่วมกันกำหนดปัญหาหรือหัวข้อการพัฒนาและเรียงลำดับความสำคัญ เสนอต่อในระดับตำบลเพื่อทำการกลั่นกรองและเรียงลำดับอีกขั้นหนึ่งก่อนเสนอเข้าสู่สภารับรองและแปลญัตติงบประมาณเพื่อสนับสนุนกิจกรรมตามลำดับ
มีเงื่อนไขที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาการประกอบอาชีพว่าจะต้องรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อร่วมมือกันบริหารจัดการและดำเนินการ ไม่เสนอเป็นรายบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาบุคคลได้ทางหนึ่งด้วย
การเสนอโครงการโดยส่วนราชการ
ส่วนหน่วยงานราชการสามารถเสนอโครงการที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนหรือแม้แต่การสนับสนุนหน่วยงานได้โดยตรงต่อ อบต. แต่ควรจะแสดงถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทั้งการได้มาและการดำเนินกิจกรรม
  
 
     การปฏิบัติตามนโยบาย
       นโยบายนี้รวมทั้งนโยบายของคณะผู้บริหารที่ได้ประกาศต่อสภาในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง และนโยบายระดับประเทศที่กำหนดโดยรัฐส่วนกลางหรือนโยบายระดับจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานเฉพาะเรื่อง เฉพาะประเด็น การจัดบริการพื้นฐานแก่ประชาชน โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งการสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส

   การประเมินผล
      การประเมินผลงานมิได้มีการกระทำเป็นการเฉพาะโครงการ แต่คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่คอยตรวจสอบ กำกับการทำงานให้เป็นไปตามที่เสนอ การส่งหลักฐานโดยเฉพาะด้านการเงินก็จะจะการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด เป็นการฝึกการทำงานของภาคประชาชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ไปในทีด้วย
      การประเมินผลที่แท้จริง จะใช้วิธีการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอ หรือข้อร้องเรียนต่อการดำเนินกิจกรรมของ อบต. ในทุก ๆ เรื่อง โดยใช้ช่องทางการประชุมสัญจร การประชุมประชาคมเพื่อการจัดทำแผนงานโครงการ และประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความเห็นได้ตลอดเวลา ทั้งในที่ทำการ อบต.และและทุก ๆ ที่ที่พบคณะบริหารและเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังใช้วิธีที่ไม่เป็นทางการโดยใช้การสนทนาในที่ชุมชนต่าง ๆ เช่น ร้านค้า ตลาด หรือตามงานพิธีต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อรับฟังความเห็นประชาชนต่อการทำงานของ อบต. ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของอบต. เห็นว่าโดยรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่มีข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นบางประเด็นจากแกนนำกลุ่มต่าง ๆ บางส่วน ได้แก่

      อบต.ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ งานที่ทำเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกกลุ่ม เพราะมีบางส่วนอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไม่ตรงความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินงบประมาณ ควรมีการรายงานหรือชี้แจง เปิดเผยให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้มากกว่านี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของอบต.เอง

      ควรขยายความครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงานให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการและมีบทบาท/มีส่วนร่วมกับอบต.ได้มากขึ้น เช่น กิจกรรมสภาเด็กและเยาวชนตำบลป่าซางสมาชิกบนพื้นที่สูง(กลุ่มชนเผ่า) ยังขาดการมีส่วนร่วมในระดับตำบล หรือมีส่วนก็น้อยมาก จึงควรแก้ไขข้อบกพร่องนี้


 
 
   บทบาทการสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพการบริการด้านสุขภาพ
กรณีตัวอย่างองค์การบรหารส่วนตำบลปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์
(โครงการ 2 บาท ร่วมลงขัน สร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบลปากดุก)
 

     ตำบลปากดุก เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอ หล่มสัก ในจำนวน 22 ตำบล ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 12 สาย หล่มสัก ชุมแพ ห่างจาก อำเภอหล่มสักทางด้านทิศใต้ เป็นระยะ 8 กิโลเมตร พื้นที่โดยทั่วไปเป็นราบลุ่ม มีแม่น้ำป่า คลองหลายสายที่ไหลผ่าน เช่น คลองปากห้วยขอนแก่น คลองน้ำดุก คลองแห่งนี้มีปลาดุกมาก จึงเรียกว่า คลองปลาดุก ต่อมาเพี้ยนมาเป็นคลองน้ำดุก ไหลลงที่แม่น้ำป่าสักบริเวณหมู่ที่ 6 ที่ปากคลองน้ำดุก จึงเรียกโดยสั้น ๆ ว่า ตำบลปากดุก แต่ก่อน พ.ศ. 2536 ตำบลปากดุกเป็นส่วนหนึ่งของตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก ต่อมามีการแยกตำบลออกเป็น 2 ตำบล คือทางทิศเหนือของถนนสายหล่มสัก – ชุมแพ เป็นตำบลตาลเดี่ยว ทางทิศใต้ของถนนหมายเลข 12 สายหล่มสัก – ชุมแพ เป็นตำบลปากดุก ได้รับประกาศเป็นตำบลปากดุกตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2536 มีจำนวน 5 หมู่บ้าน และแยกหมู่บ้านออกเป็น 7 หมู่บ้านในภายหลังจนถึงปัจจุบัน
      ทิศเหนือติดต่อกับตำบลตาลเดี่ยว ทิศใต้ติดต่อกับตำบลลานบ่า ทิศตะวันออกติดต่อกับตำบลปากช่อง ทิศตะวันตกติดต่อกับตำบลหนองไขว่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8.9 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมถึง ประชากรส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ข้าวเป็นพืชที่ปลูกมากที่สุด รองลงมาได้แก่กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ใบ ยาสูบ ส่วนการเลี้ยงสัตว์ประกอบด้วย โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ เป็นต้น
      มีประชากร 3,575 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีประเพณี วัฒนธรรมคล้ายกับภาค อีสาน มีภาษาพูดเป็นภาษาหล่มสัก กินข้าวเหนียว มีการจักสานจากไม้ไผ่ มีการละเล่นแม่นางด้ง   แม่นางกวัก แม่นางไข่ แม่นางเชือก ลิงลม ต่อไก่ มักจะเล่นกันในวันสงกรานต์ หลังคลอดมีการอยู่ไฟ มีการเรียกขวัญ เชิญขวัญในการหายเจ็บป่วย การต่อชะตา การตัดแม่กรรมแม่เวรในผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิต
      ด้วยอาณาเขตของตำบลที่ตั้งของชุมชนมีความกระจุรวมตัวกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน โดยระยะสุดทางจากหัวตำบลถึงท้ายตำบลมีระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร และพื้นเพของประชากรส่วนใหญ่อพยพมาจากฝั่งลาว จึงมีความผูกพันและเกี่ยวดองเป็นญาติมิตรกันมายาวนาน ทำให้การทำงานต่าง ๆ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลด้วยเช่นกัน อีกทั้ง ตัวแทนทั้งหมดก็เป็นคนในชุมชนการจะทำโครงการใด ๆ ก็คำนึงถึงประโยชน์ของคนในชุมชนเป็นหลัก การแข่งขันทางการเมืองมีน้อย ทำให้การทำงานมีความเป็นทีมงานที่ดี ทั้งการประสานงาน การดำเนินกิจกรรม และการหาข้อตกลงร่วมกันในระดับตำบล
      อบต.ปาดดุกเป็น อบต.ขนาดเล็กมีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ด้วยบริบทของความเป็นทีมดังกล่าวทำเงิน แม้จะมีงบประมาณไม่มาก การบริหารจัดการที่ดีจึงทำให้แผนงานต่าง ๆ มีการบูรณาการทั้งประเด็นการดำเนินการและระหว่างหน่วยงาน เกิดความสำเร็จได้โดยไม่ยากนัก ทั้งยังมีการร่วมระดมทุนจากภาคประชาชนเข้ามาสนับสนุนทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์อีกทางหนึ่งด้วย
       ภายใต้ความมุ่งมั่นว่า “อะไรที่เกิดประโยชน์สงสุดต่อประชาชน อบต.ทำได้หมด” ทำให้การประสานงานและความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ อบต. ประชาชน และภาคราชการ เป็นไปได้ด้วยดี มีการประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความรู้สึกว่าการประชุมร่วมกันเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย แม้ว่าตนเองจะเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตำบลจึงกลายเป็นวาระของตำบลไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง ส่งผลให้ทุกเรื่องมีการเรียนรู้ร่วมกันตั้งแต่ต้น เป็นวัฒนธรรมของการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างกลมกลืน ด้วยเหตุนี้เองการเสนอแนวคิดโรงพยาบาลตำบลจากผู้บริหารด้านสารณสุขระดับอำเภอ จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากองค์การบริหารส่วนตำบลและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยมากนัก
แนวคิดของโครงการ “2 บาท ร่วมลงขัน สร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล” เกิดจากดำริของนายแพทย์พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก และนางเกษร วงศ์มณี สารณสุขอำเภอหล่มสัก ที่มองเห็นว่าระบบสุขภาพมีขอบเขตกว้างกว่างานสาธารณสุขเพราะรวมเอาเหตุปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นองค์ประกอบและกลไกสำคัญของการสร้างสุขภาวะของสังคม อย่างบูรณาการ จึงต้องอาศัยการวางเป้าหมาย ภาพฝันที่ต้องการให้เกิดในระบบสุขภาพ อย่างมีส่วนร่วมของสามประสาน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และท้องถิ่น ตามแนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยง และคำนึงถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการระบบสุขภาพร่วมกัน การสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งตนเองของประชาชน และการพึ่งบริการ จากภาครัฐ การจัดระบบสุขภาพทั้งแบบรายบุคคล(Individual) และแบบกลุ่มชน (Mass) มากกว่าการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขเป็นเรื่องๆ ดังอดีตที่ผ่านมา และรูปแบบการปกครองที่กระจายอำนาจส่วนท้องถิ่นของรัฐบาลที่ให้อำนาจในการบริหารงานแก่หน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารงานที่แก้ไขปัญหา และพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเองตามอำนาจหน้าที่ และมีอิสระในการตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ในท้องถิ่นนั้นตามขอบเขตของกฎหมายกำหนด จึงได้เสนอโครงการ 2 บาทร่วมลงขันสร้างสรรค์ โรงพยาบาลตำบล ให้ท้องถิ่นสมทบงบประมาณเข้ากองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบล บริหารจัดการกองทุนโดยภาคท้องถิ่นและประชาชน ดำเนินกิจกรรมพัฒนาสถานีอนามัย ให้เป็นโรงพยาบาลตำบลเพื่อเอื้อต่อการให้บริการในชุมชน ในปรัชญาใกล้บ้าน – ใกล้ใจ ได้อย่างดี การสนับสนุนกิจกรรมการควบคุมโรค การแก้ไขปัญหาความขาดแคลนทรัพยากร รวมถึงการออกกฎข้อบังคับท้องถิ่นและมาตรการทางสังคมที่เอื้อต่อการจัดการระบบสุขภาพของชุมชน
      ข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการสื่อสารผ่านการทำประชาคมร่วมกันของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและในที่สุดจึงได้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะรับดำเนินการดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ ประชาชนจะสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและศักยภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมในสถานีอนามัย ลดเวลาและค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานบริการของตนเอง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ได้เพิ่มบทบาการพัฒนาศักยภาพการบริการด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน ใช้งบประมาณได้ตรงตามความต้องการของประชาชนมากขึ้น สถานีอนามัย มีศักยภาพและคุณภาพในการให้บริการมากขึ้น ได้รับบุคลากรเพิ่มจากโรงพยาบาล เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และสร้างความพึงพอใจในการรับบริการได้มากขึ้น เพราะประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนในการกำหนดคุณภาพการบริการได้ด้วยตนเอง

   กิจกรรมสำคัญ
      ความจริงแล้วการดำเนินโครงการมีรายละเอียดมากมาย แต่ในที่นี้จะขอเสนอเพียงบางขั้นตอนที่สำคัญ และขอเสนอเพียงสั้น ๆ พอให้เห็นภาพบางขั้นตอนของการดำเนินงานจริง

การเตรียมการ
      โครงการนี้ถูกสื่อสารสู่ประชาชนและท้องถิ่นในปี พ.ศ.2545 โดยการจัดเวทีประชาคมทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล และเวทีระดับแกนนำ โดยเฉาะสมาชิองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในแนวคิดและหลักการซึ่งเสนอโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งระดับอำเภอและตำบลผ่านกระบวนการสื่อสารแบบสองทาง(Two-ways communication) เมื่อได้ทีมแกนนำแล้ว จึงร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่ตระเวนสร้างเวทีเรียนรู้ให้กับชาวบ้านทีละหมู่ ๆ จนครบทุกหมู่บ้าน เมื่อทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและยอมรับในหลักการ เห็นตรงกันว่าควรดำเนินการต่อ จึงได้ร่วมกันกำหนดแนวทาง กติกา วิธีการ กำหนดบทบาทว่าใครจะทำไร และกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนดังนี้
      1. พัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ ในรูปแบบโรงพยาบาลตำบล
      2. ใช้กองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบลเป็นจุดเชื่อมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินการจาก 3 ภาคส่วนคือ ภาครัฐ ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน
      3. พัฒนาและแก้ไขปัญหาระบบสุขภาพและทรัพยากรบริหารที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วม

การระดมทุน
      การระดมทุนนี้มาจาก 3 ฝ่ายได้แก่ งบประมาณระดับอำเภอโดยโรงพยาบาลหล่มสักและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหล่มสัก เพื่อการจัดหาเวชภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนโดยปกติตามระบบงบประมาณอยู่แล้ว แต่เพิ่มเติมโดยการจัดสรรพยาบาลวิชาชีพเข้ามาประจำเพิ่มเติมเพื่อศักยภาพการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ประชาชน ทุกคนในพื้นที่จะต้องร่วมลงทุนคนละ 2 บาท / คน / เดือน คิดเป็นปีละ 24 บาท / คน / ปี โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) เป็นผู้รับผิดชอบเก็บเงินสมาชิกภายในคุ้มที่ตัวเองรับผิดชอบแล้วนำมารวมกันทั้งตำบล เก็บปีละครั้งเดียวในช่วงหลังสงกรานต์ แต่มีข้อแม้ว่าจะไม่มีการบังคับ ให้ร่วมลงทุนด้วยความสมัครใจ และหากครอบครัวใดมีความขัดสน(ตามความเห็นของคณะกรรมการ) ก็จะได้รับการยกเว้นหรือร่วมลงทุนได้ตามจำนวนที่สามารถทำได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีใครที่ไม่ร่วมลงขันกับกองทุนโรงพยาบาลตำบลนี้เลย เพราะด้วยความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของโรงพยาบาล และ อบต. จะสมทบงบประมาณเท่ากับจำนวนที่เก็บได้ทั้งหมด เช่น เก็บเงินจากประชาชนได้ 80,000 บาท ก็จะสมทบอีก80,000 บาท ในปีนั้นก็จะมีเงินดำเนินกิจกรรมโรงพยาบาลตำบลเพิ่มเติมจากระบบงบประมาณของทางราชการ 160,000 บาท ในส่วนของการระดมทุนนี้จึงถือเป็นจุดเด่นของการพัฒนาและการจัดการสุขภาพในระดับตำบล
      อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลงขันของชาวบ้านคนละ 2 บาท จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่าเราชาวตำบลปากดุกทุกคนมีส่วนในการสร้างโรงพยาบาลตำบล ซึ่งเห็นได้จากอาคารสถานที่และอุปกรณ์บางส่วนของโรงพยาบาล ได้มาจากเงิน 2 บาทของชาวบ้าน แต่ก่อนหน้าที่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพราะมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มั่นใจและไม่เข้าใจ จึงยังไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องโรงพยาบาลและยังไม่ร่วมลงขัน คณะแกนนำตำบลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงต้องเข้าไปจัดเวทีเฉพาะกลุ่ม(ก่อนหน้านี้เป็นรายหมู่บ้าน) ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่เข้าใจและร่วมมือกันในที่สุด ความภาคภูมิที่เกิดขึ้นจากเงิน 2 บาทจึงไม่ใช่เพียงแค่โรงพยาบาลที่เป็นสิ่งก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการต่อสู้ทางความคิดและการสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของคนปากดุกด้วย และในปัจจุบันนี้กลุ่มแกนนำที่ว่า ได้รับการยอมรับและกลายเป็นคณะกรรมการตำบลที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสภาคอยกลั่นกรอง ตัดสินใจและกำหนดทิศทางการพัฒนาและการดำเนินงานทุก ๆ ด้านของตำบลปากดุกร่วมกับอบต.และหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชนต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ กรรมการชุดนี้จึงถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนสำคัญ(ทางธุรกิจปัจจุบันอาจเรียกว่าบอร์ดบริหาร)ของตำบลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว

การเพิ่มศักยภาพบริการ
      โดยหลักคิดของการบริการใกล้บ้าน-ใกล้ใจ ยกระดับการบริการของสถานีอนามัยขึ้นเป็นโรงพยาบาลตำบล จึงจำเป็นต้องให้มีพยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลมาอยู่เป็นการประจำ และมีทีมสหวิชาชีพหมุนเวียนกันมาให้บริการทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะผู้รับบริการจะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ที่มาให้บริการที่โรงพยาบาลตำบลนี้ทุกสัปดาห์ จึงไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องไปโรงพยาบาลอำเภอหรือจังหวัดหากไม่จำเป็น นอกจากนี้ประชาชนยังมีส่วนในการจัดระบบการรับบริการกันเอง เช่น การจัดคิวรับบริการก็จะใช้วิธีให้ตกลงกันเอง(ไม่ต้องไปแย่งบัตรคิว) เป็นต้น จากสถานีอนามัยธรรมดาจึงยกระดับเป็นโรงพยาบาลของชาวบ้านได้ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านที่เข้าถึงใจประชาชนอย่างแท้จริง
      นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาด้านบุคลากร ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดยคณะกรรมการตำบลได้ร่วมกับสาธารณสุขอำเภอคัดเลือกและจัดส่งนักเรียนทุนที่ขาดแคลน ในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ ทันตาภิบาลไปศึกษายังสถานศึกษาที่ร่วมสัญญา ซึ่งคัดเลือกจากประชาชนในชุมชน ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และอบต.จัดกรอบอัตรากำลังไว้รองรับหลังจบการศึกษา คนในชุมชนได้กลับมาทำงานในชุมชนของตนเอง ซึ่งปีนี้จะมีทันตาภิบาลจบออกมาหนึ่งราย นอกจากจะตั้งงบประมาณเงินเดือนไว้แล้ว อบต. ยังได้ออกข้อบัญญัติงบประมาณเพื่อจัดซื้อยูนิตทำฟันไว้รองรับด้วย

การบริหารจัดการ
      เน้นกระบวนการแบบมีส่วนร่วม โดยตั้งคณะกรรมการตำบลขึ้นมาเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ การเก็บเงิน การใช้เงิน และทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับกองทุน มีองค์ประกอบของคณะกรรมการที่มาจากผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มองค์กร ผู้รับบริการ และตัวแทนผู้รับบริการ รวมทั้งภาคราชการในพื้นที่ตำบล โดยมี อบต.เป็นเจ้าภาพหลัก และได้รับการสนับสนุนข้อมูลความรู้และวิชาการจากระดับอำเภอ ส่วนด้านโรงพยาบาลตำบลนั้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นเจ้าภาพหลัก แต่คณะกรรมการตำบลก็ยังมีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ และให้ข้อเสนอแนะได้อยู่ โดยเฉพาะอสม. แต่ถึงกระนั้นเรื่องทุกเรื่องที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง พัฒนาก็จะถูกเสนอเข้าคณะกรรมการตำบลเพื่อพิจารณาและตัดสินใจร่วมกัน

การตรวจสอบและกำกับ
      การพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาลตำบลเป็นไปตามมาตรฐานของศูนย์สุขภาพชุมชน กระทรวงสาธารณสุข และมีการมาตรฐานการป้องกันการติดเชื้อ มีการพัฒนาและประเมินอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่ต่างจากที่อื่นนัก แต่ที่น่าสนใจก็คือ มีการประเมินความพึงพอใจจากผู้รับบริการอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นทางการ(รายปี) และไม่เป็นทางการ กล่าวคือ ผู้รับบริการหรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้อง สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะการบริการของเจ้าหน้าที่ได้ลอดเวลา ว่าอยากให้เป็นเช่นไร เช่น พฤติกรรม กิริยา มารยาทที่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการที่ประชาชนอยากให้เป็น ระบบ ระเบียบ หรือขั้นตอนต่าง ๆ เป็นต้น และเมื่อถึงสิ้นปีก็จะมีการสรุปบทเรียนและพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คณะกรรมการตำบลและผู้รับบริการสรุปเป็นข้อตกลงที่จะปฏิบัติร่วมกันต่อไป ถือว่าเป็นการผสมผสานมาตรฐานทางวิชาชีพให้เข้ากับความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการได้เป็นอย่างดีทีเดียว

   ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว
“เป็นโรงพยาบาลมันดี ได้เจอหมอ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล ประหยัดตังด้วย” เป็นความรู้สึกของชาวบ้านที่ภูมิใจว่าพื้นที่ในระดับตำบลทุกคนเรียกสถานบริการสุขภาพของตนเองอย่างเต็มปากและภาคภูมิว่า“โรงพยาบาล” ด้วยแรงกาย ปัญญา และกำลังทรัพย์เพียง 2 บาท ถือว่าเป็นความสำเร็จของชุมชนที่น่ายกย่อง และในขณะนี้ โรงพยาบาลตำบลปากดุก เป็นที่รู้จักกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย กลายเป็นที่ศึกษาดูงานครั้งแล้วครั้งเล่าของกลุ่มผู้สนใจจากทั่วสารทิศกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเพียงช่วงเวลาที่ยังไม่ถึง 5 ปี และความสำเร็จในโครงการนี้ทุกฝ่ายคงเห็นตรงกันว่าคงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการสนับสนุนอย่างเต็มที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลปากดุก และโดยเฉพาะอย่างความร่วมมือที่ดีของพี่น้องประชาชนตำบลปากดุกทุกคน


บทสรุปท้ายเล่ม
   บทสรุปท้ายเล่ม

      ในส่วนสุดท้ายขอสรุปให้เห็นกระบวนการจากกรณีตัวอย่างอีกครั้งหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้งานขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือแม้กระทั้งเครือข่ายอื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ การจัดการความสุขหรือการจัดการสุขภาพชุมชน มีหัวใจหลักอยู่ 2 ประการคือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และการบริหารจัดการที่ดีขององค์การบริหารส่วนตำบล(หรืออาจเป็นองค์กรอื่นที่ภาคีในตำบลนั้นตกลงกัน) ในการทำงานตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชน การทำแผน การปฏิบัติการ และการประเมินผล ย่อมต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการที่ดีทั้งสิ้น

       การสร้างการมีส่วนร่วม เกิดจากฐานคิดหรือวิธีคิดที่ถูกต้องของผู้ที่มีบทบาทหลัก(อบต./นายก อบต.) และวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม คือ การทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เข้ามามีบทบาทอย่างสมคุณค่า ในที่นี้หมายถึง ประชาชน ภาคประชาชนทั้งที่เป็นแกนนำและไม่ใช่ ทั้งที่รวมเป็นกลุ่มหรือไม่ก็ตาม องค์การบริหารส่วนตำบลจะต้องมีหน้าที่พัฒนาและเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้แสดงบทบาทของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจน และต้องสร้างความร่วมมือแลการให้การสนับสนุนของภาคราชการ ที่มีทั้งประสบการณ์ ความรู้ วิชาการ และความชำนาญเฉพาะเรื่อง หากมีความร่วมมือที่ดีแล้วจะช่วยเสริมศักยภาพเฉพาะด้านได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน อบต. เองก็ต้องพัฒนาศักยภาพตนเองให้สามารถทำการบริหารจัดการที่ดี จนเกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงให้ได้ด้วย

      หากในระดับตำบลมีความร่วมมือและการประสานที่ดีของ 3 ฝ่าย อันได้แก่ ประชาชน ราชการ และท้องถิ่น ได้อย่างครบถ้วนแล้ว ความสุข ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การจัดการของอบต.นั้นคงมิใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม

      การบริหารจัดการที่ดี หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับหลักธรรมาภิบาลว่า การบริหารจัดการที่ดีต้องมีความเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม(ยุติธรรม) แต่การบริหารจัดการจากตัวอย่างที่เสนอมานี้เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วม การทำให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีบทบาทแสดงความเห็นและตัดสินใจ และการตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันไม่ใช่จากเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพราะเป็นมติ ทุกฝ่ายต้องเคารพมติ อาจจะไม่เท่ากันทั้งหมด แต่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ก็ถือว่าเป็นธรรม(ในที่นั้น) ดังนั้น การบริหารงานโดยใช้วิธีการมีส่วนร่วมย่อมทำให้เกิดความเป็นธรรมตามมาโดยธรรมชาติของตัวมันเอง
ไม่เพียงแต่วิธีการแต่ยังต้องมีโครงสร้างการบริหารที่เอื้อต่อการบริหารจัดการที่ดี ในที่นี้คือ คณะกรรมการตำบล การมีตัวแทนที่ครอบคลุมทุกฝ่ายเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกันตั้งแต่การรับรู้ การวิเคราะห์ และการตัดสินใจเพื่อทำหรือไม่ทำสิ่งใดร่วมกันในทุกเรื่อง ย่อมเป็นการเอื้อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี เพราะการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ย่อมนำไปสู่ความร่วมมือและการเสริมบทบาทซึ่งกันและกัน พลังที่เกิดขึ้นก็จะเป็นแรงผลักให้เกิดความสำเร็จได้ง่ายขึ้นด้วย

      ทั้งแนวคิด ข้อเสนอ และกรณีตัวอย่างที่ได้นำเสนอในเอกสารเล่มนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งดี ๆ ทางการพัฒนาที่มีอยู่และเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งเป็นเอกสารและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่หวังว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นเนื้อหาที่ทำให้เกิดประกาย และแรงันดาลให้องค์การริหารส่วนตำบลและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้มีความหวังและมุ่งมั่นร่วมมือกันพัฒนาให้เกิดความสุขของมนุษย์ในภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล อย่างเข้มแข็งต่อไป


 
เอกสารอ้างอิง
  เอกสารอ้างอิง

กรมการปกครอง. กฏระเบียบและข้อบังคับสภาตำบล และองค์การบริหรส่วนตำบล.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2539.

กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน. แนวทางการดำเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ.กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,2549

ดร.เสาวลักษณ์ กิตติประภัสร์. ความสุขมวลรวมประชาชาติ:การพัฒนาตัวชี้วัด. เอกสารเผยแพร่ ทางเว็บไซต์สำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ ทำเนียบรัฐบาล

ฝ่ายวิจัยและพัฒนานโยบาย สำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ. การพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขของไทย. เอกสารสรุปการสัมมนาเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติและเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 9 สิงหาคม 2549 และการสัมมนาเรื่อง การพัฒนาดัชนีชี้วัดสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกัน วันที่ 13 กันยายน 2549

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต).สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ.กรุเทพฯ : ธรรมสภา,2549

สำนักานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ.พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550.นนทบุรี : หจก.สหพัฒนไพศาล,2550

สถาบันพระปกเกล้า. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาเพรส บจก, 2545.

สุทธิพงษ์ เมืองปาน. การศึกษาศักยภาพของคณะกรรมการบริหารองค์การส่วนตำบลใน
การพัฒนาชุมชน ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดเชียงราย
. วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542.