![]() |
เอกสารนี้เกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของ
โครงการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
|
|
คำนำ |
......
นับตั้งแต่ได้มีองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้ถือกำเนิดจากการมีพรบ. สภาตำบล
และองค์การบริหารส่วนตำบล (2537) ทำให้เกิดมีองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
มีความเป็นอิสระที่จะพัฒนาท้องถิ่น
...... ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน เพราะกรอบวิธีคิดแบบเดิมเน้นเพียงรักษาโรค
แต่เพียง
...... อย่างไรก็ตามการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการจำเป็นต้องใช้กระบวนการที่ยาวนาน
ต้องรู้จักอดทนที่จะรอผล องค์การส่วนท้องถิ่น ควรจะได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ
อาทิภาคประชาชน ภาคหน่วยราชการ เพื่อได้เข้าร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นร่วมกันพร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการจัดการความสุข
ของท้องถิ่นต่อไป หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงจะพอมีประโยชน์ในการจุดประกายพลังความคิดและการกระทำต่อไป. |
|
|
กิติกรรมประกาศ
|
....... หนังสือ อบต.กับการจัดการความสุข จัดทำขึ้นจากวัตถุประสงค์ข้อนึงของโครงการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการจะทำหน้าที่เผยแพร่ผลงานของ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานสุขภาพชุชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้าง และหวังว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของทุกท่าน หรืออย่างน้อยท่านได้รู้จักพื้นที่ อบต.เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าอาจได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้นหรือได้เป็นเครือข่ายการทำงานกัน ...... ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ขอขอบพระคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลปากดุก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังวัดเชียงราย ที่ให้ความร่วมมือและเต็มใจที่ให้เราได้เข้าไปร่วมเรียนรู้จนเกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลพื้นที่ที่ศึกษา ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและให้ข้อมูลได้อย่างดี ......
และที่สำคัญที่สุดสำหรับบทเรียนในครั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณพี่น้องชาวตำบลปากดุกและตำบลป่าซางที่ให้ความรู้และประสบการณ์ผ่านเวทีการศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพในครั้งนี้
ขอเจตนาที่ดีของพี่น้องเกี่ยวข้องเหล่านี้ จงเป็นอานิสงค์ให้ทุกท่านรวมทั้งครอบครัวจงประสบแต่ความสุข
ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น และขอให้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป |
|
|
ส่วนที่
1
อบต.กับการจัดการความุสข |
การพัฒนาทั่วโลกในปัจจุบันต้องการความเอาใจใส่ในหลาย
ๆ ด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สันติภาพ ความยุติธรรม และสภาพทางจิตใจ ดังนั้นเป้าหมายการพัฒนาของเราจึงต้องไม่มุ่งไปที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ปัญหาสังคมหลาย ๆ อย่างที่เพิ่มขึ้น เช่น รายได้ที่ไม่เท่าเทียม การเน้นความรุนแรง
ความเครียดและความทุกข์รูปแบบต่าง ๆ ทำให้โลกต้องหาแนวคิดการพัฒนาและการวัดการพัฒนาที่มีความหมายมากขึ้น นั่นหมายถึงการพัฒนายุคใหม่ที่ว่านี้ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาให้คนมีความสุขทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งในด้านพื้นฐานการดำรงชีวิตภายในตัวบุคคลและปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อความสุขทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบกันเป็นครอบครัว ชุมชน และสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรและสันติสุข บนพื้นฐานหรือกรอบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และใช้สติปัญญาอย่างรู้เท่าทัน
ในขณะเดียวกันที่การพัฒนาทางด้านสุขภาพ
ได้มีการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดทางด้านสุขภาพ โดยเริ่มตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยปีพ.ศ.2540
เป็นต้นมา ด้วยการนิยามและให้ความหมายของสุขภาพด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป มิได้มุ่งเน้นแต่เพียงเรื่องการเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาลเท่านั้น
แต่หมายความถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม
เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล(พรบ.สุขภาพแห่งชาติ,2550) ทำให้การพัฒนาสุขภาพและการพัฒนาทางด้านสังคมมีความสอดคล้อง
มีแนวคิดและทิศทางแห่งเป้าหมายเป็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือการมี ความสุข
ของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม มีความสมดุลกันพร้อมทุกด้าน ไม่แยกส่วนว่าเป็นความสุขเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั่น
เพราะหากว่าขาดไปเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็จะทำให้เสียสมดุล เมื่อเสียสมดุลความสุขที่แท้จริงก็มิอาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้น การจะพัฒนาสุขภาพก็จำเป็นต้องพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่ไปด้วย และพัฒนาในทุก
ๆ มิติ อย่างมีสมดุล
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว หลายท่านอาจมีคำถามว่า จะทำได้จริงหรือ? จะทำได้อย่างไร?
หรือมีคำถามอื่น ๆ อีกมากมายตามมา เพราะการพัฒนาให้เกิดความสุขที่แท้จริงดังที่ว่านั้น
ได้รวมแนวคิดต่าง ๆ ไว้หลายด้าน หลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม
การบูรณาการการพัฒนา หรือแม้แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งล้วนแต่เป็นแนวคิดที่ยากต่อการจะปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น
แต่ด้วยความสลับซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน ย่อมทำให้ปัญหาต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย
ความซับซ้อนที่มากขึ้นนั้นหมายความว่า เป็นความยากในการปฏิบัติที่เพิ่มมากขึ้น
แต่ด้วยความสำนึกต่อบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว เราและท่านทั้งหลายคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า
เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันจัดการให้เกิดขึ้นจริงให้ได้(ความสุขเป็นเรื่องของทุกคน)
เพื่อความสุขของพวกเราเหล่าชนชาวไทย
ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจกลไกหลักและประเมินสถานการณ์การดำเนินงานด้านสุขภาพของชุมชนที่ผ่านมา
กลไก
ที่ว่านี้คือ
ขั้นตอนที่ 2 สร้างเวทีเรียนรู้ชุมชน
ขั้นตอนที่ 3 กระบวนการทำแผนชุมชน
ขั้นตอนที่
5 การประเมินผล ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการจัดการความสุขทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เกิดจากสังเคราะห์ประสบการณ์ทำงานและการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐานของบุคลากรในสังกัดกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยมีเจตนาเพื่อพัฒนาแกนนำด้านสุขภาพให้เกิดการจัดการสุขภาพ(พึ่งตนเอง)ในระดับหมู่บ้าน แต่ผู้เขียนเห็นว่าโดยหลักการแล้วสามารถประยุกต์หรือปรับใช้ได้ทุกเรื่องที่เป็นกระบวนการพัฒนา จึงได้นำมาเสนอเพื่อการจัดการความสุขในระดับตำบล คาดหวังว่าองค์การบริหารส่วนตำบลจะเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเพียงแค่หลักการทางวิชาการ ซึ่งจะได้นำเสนอรูปธรรมให้เห็นในส่วนถัดไป(กรณีตัวอย่าง)
อบต. ย่อมาจาก คำว่า "องค์การบริหารส่วนตำบล"
ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
พ.ศ. 2537 (ปัจจุบันมีการแก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542) มีฐานะเป็นนิติบุคคล
มีความเป็นอิสระในการดำเนินงานภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด มีรายได้ มีทรัพย์สิน
ตั้งแต่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน
มีอำนาจหน้าที่ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม
(มาตรา 66) อบต. มีหน้าที่ต้องทำ ตามมาตราที่ 67, มาตราที่ 68 และมาตราที่
73 ด้วยความที่เป็นองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ใช้เขตพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนเป็นตัวกำหนดการพัฒนา
มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพราะมีฐานะเป็นนิติบุคคล อาจออกข้อบังคับตำบลเพื่อเพื่อใช้บังคับในตำบลได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ของ
อบต. โดยจะกำหนดค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บ และกำหนดโทษปรับผู้ฝ่าฝืนด้วยก็ได้
(มาตรา 71) และมีทรัพยากรที่ครบถ้วน จึงเป็นโอกาสและปัจจัยเอื้อที่จะทำให้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้โดยไม่ยากนัก |
|
|
ส่วนที่
2
บทเรียนการจัดการความสุขโดย อบต. |
ในส่วนนี้จะขอนำเสนอประสบการณ์การทำงานขององค์การบริหารตำบล ที่สามารถจัดการด้านสุขภาพจนเกิดเป็นความสำเร็จขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็เป็นการยืนยันได้ทางหนึ่งว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ตัวอย่างที่นำมาเสนอนี้เกิดจากการที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ เข้าไปศึกษาการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบล 2 พื้นที่ และยกประเด็นที่เด่นชัดมาพื้นที่ละ 1 เรื่อง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 2 แห่งนี้อีกมากมาย เพื่อความกระชับจึงขอนำมาให้เห็นบางส่วน ดังต่อไปนี้
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5)
ต.ป่าซาง จ.เชียงราย เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเงี้ยวกับชาวไทยใหญ่มีราษฎร์
10 หลังคาเรือน อยู่แบบปกครองกันเอง ในครอบครัว และมีพื้นที่เป็นป่าไม้ไผ่ทั้งหมด
อีกทั้งเป็นที่วางเปล่า ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5)
ได้เสด็จผ่านมาเห็นว่าที่ตรงนี้เป็นที่ว่างเปล่า และมีจำนวนราษฎร์น้อยนิด
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ก็ทรงเสด็จไปเมืองลำพูนเพื่อที่จะทรงโปรดให้ราษฎร์เมืองลำพูน
ต.ป่าซาง อ.ปากบ่อง ย้ายครอบครัวจากลำพูนมาตั้งรกรากอยู่ที่ ต.ป่าซาง (ปัจจุบัน)
เพราะว่าเมืองลำพูนนั้นมีจำนวนราษฎร์หนาแน่น จะต้องย้ายราษฎร์ของ อ.ปากบ่องมาอยู่ที่
ต.ป่าซาง โดยมีพ่อตังแกเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ขณะที่ราษฎร์ย้ายมานั้นมีท่านพระครูบาจี้
อินต๊ะ ร่วมเดินทางมาด้วย หัวหน้าหมู่บ้าน (พ่อตังแก) ก็เห็นว่าในหมู่บ้านนี้ก็มีจำนวนราษฎร์มากแล้ว
และอีกทั้งก็ยังมีวัด มีแต่พระครูบาจี้ อินต๊ะ เป็นผู้นำในการสร้างวัดขึ้น
ต้องมือไม้อ่อน รู้ขั้นตอนพิธีการ เป็นหลักคิดที่ใช้ยึดเหนี่ยวการทำงานในหน้าที่ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งนอกจากจะต้องเป็น นักบริหารจัดการ แล้วยังจะต้องทำหน้าที่เป็นนักการเมืองไปพร้อมกันด้วยเพื่อสร้างโอกาสในการนำหรือโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารตำบล ท่ามกลางกระแสการเมืองท้องถิ่นที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในยุคปัจจุบัน มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประชาชนในตำบลให้มีโครงสร้างพื้นฐานดี สุขภาพดี ได้รับการศึกษา รักษาวัฒนธรรม น้อมนำศาสนา พัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน คนชรา ผู้ด้อยโอกาส ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมบรรเทาสาธารณภัย ด้วยวิธีการทำงานที่บูรณาการ คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์พัฒนา เพื่อองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง จะมุ่งมั่นพัฒนาแก้ไขปัญหาท้องถิ่น ที่มีประชากรเป็นศูนย์กลาง เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อย่างแท้จริง จะบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม เพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชน ให้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง มีความเจริญก้าวหน้า เป็นตำบลที่น่าอยู่ตลอดไป เมื่อความมุ่งมั่นดังกล่าวถูกประกาศเป็นนโยบายการทำงานต่อสภา ก็เป็นโอกาสและช่องทางที่จะทำให้ภาคประชาชน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยราชการในพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดวิเคราะห์ กำหนด ตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองภาคประชาชนที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์การบริหารส่วนตำบลจะมาให้การสนับสนุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะว่าการที่จะดำเนินการกิจกรรมใด ๆ นั้นได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมมาก่อนหน้านี้แล้ว
การสร้างเสริมสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง แยกออกเป็น
2 ลักษณะ คือ
ด้วยแนวคิดของคณะผู้บริหารที่ต้องการให้แผนงาน
โครงการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง
และด้วยลักษณะเด่นของผู้นำที่นายกฯ ไม่มีธุรกิจ ไม่ใช่ผู้รับเหมา เป็นคนในพื้นที่
เป็นที่รู้จัก นับถือ และศรัทธาของประชาชนมาช้านาน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซางจึงทำหน้าที่
เป็นศูนย์กลางการประสานงานและศูนย์กลางการพัฒนาในระดับตำบล ทำหน้าที่คอยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของประชาชน
รวมทั้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นโครงการดำเนินการในพื้นที่
ภายใต้หลักคิด 3 ประการ คือ
ด้วยแนวคิดและรูปแบบการบริหารจัดการดังกล่าว จึงเป็นช่องทางหรือโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชน
กลุ่ม องค์กร รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นที่มาของการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ
6 อ.(อาหาร อารมณ์ อบายมุข อโรคยา ออกกำลังกาย อนามัยสิ่งแวดล้อม) และการส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มเป้าหมาย
ได้แก่ เด็ก(ศูนย์เด็กเล็กและเด็กนักเรียน) เยาวชน แม่บ้าน ผู้สูงอายุ การสร้างเสริมสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าซางจึงเป็นทั้งลักษณะเชิงประเด็นและกลุ่มเป้าหมายหลัก
กล่าวคือ หากการจัดทำโครงการกิจกรรมของหมู่บ้านยังไม่ครอบคลุมพอ อบต.ก็จะให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามกลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งมีความสำเร็จที่พอจะเล่าสู่กันฟังได้ดังต่อไปนี้(ความจริงแล้วเป็นการยากที่จะแยกว่ากิจกรรมใดส่งเสริมให้เกิดผลกับ
อ. ใดเป็นการเฉพาะ เพราะว่า แต่ละโครงการ แต่ละกิจกรรมมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน)
กลุ่มเยาวชน จุดเด่นของการดำเนินงานในกลุ่มเยาวชน
คือ การจัดตั้งสภาเยาวชนตำบล เพื่อให้มีบทบาทด้านต่าง ๆ ในชุมชน พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ
การมีส่วนร่วม และการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับผู้ใหญ่ ได้แก่ การสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน
ประเพณี พิธีกรรม การแห่ลูกแก้ว และองค์ความรู้ด้านการประกอบอาหารพื้นบ้าน
ขนมโบราณ การประกอบอาชีพช่างตัดผม เป็นต้น เพื่อลดและป้องกันพฤติกรรมการเลียนแบบวัฒนธรรมเมือง
หรือวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งได้สร้างปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ผู้สูงอายุ นอกจากกิจกรรมด้านการพัฒนาอารมณ์ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้น ยังมีกิจกรรมประชุมประจำเดือนระดับตำบลเพื่อมอบเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทุกวันที่ 2 ของเดือน มีการตรวจและคัดกรองสุขภาพ และการถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพ โดยสถานีอนามัยจะจัดเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการให้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ครอบคลุมและต่อเนื่อง
การประชาคมหมู่บ้าน ประชาคมหมู่บ้านถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำแผนในแต่ละปี
เพราะดูจากสัดส่วนการสนับสนุนแล้วนับเป็นเงินจำนวนครึ่งหนึ่งของยอดเงินสนับสนุนทั้งหมด(หมู่บ้าน
20% กลุ่มอาชีพ 30%) เป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนตามเจตนารมของคณะผู้บริหารที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น
ประชาคมหมู่บ้านกระทำโดยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นแกนนำ ร่วมกับแกนนำกลุ่มต่าง
ๆ ของหมู่บ้าน รวมทั้งผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยมีขั้นตอนการรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากทุกฝ่าย
และร่วมกันกำหนดปัญหาหรือหัวข้อการพัฒนาและเรียงลำดับความสำคัญ เสนอต่อในระดับตำบลเพื่อทำการกลั่นกรองและเรียงลำดับอีกขั้นหนึ่งก่อนเสนอเข้าสู่สภารับรองและแปลญัตติงบประมาณเพื่อสนับสนุนกิจกรรมตามลำดับ
|
|
|
กรณีตัวอย่างองค์การบรหารส่วนตำบลปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ (โครงการ 2 บาท ร่วมลงขัน สร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบลปากดุก)
ตำบลปากดุก เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอ หล่มสัก ในจำนวน
22 ตำบล ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 12
สาย หล่มสัก ชุมแพ ห่างจาก อำเภอหล่มสักทางด้านทิศใต้ เป็นระยะ 8 กิโลเมตร
พื้นที่โดยทั่วไปเป็นราบลุ่ม มีแม่น้ำป่า คลองหลายสายที่ไหลผ่าน เช่น คลองปากห้วยขอนแก่น
คลองน้ำดุก คลองแห่งนี้มีปลาดุกมาก จึงเรียกว่า คลองปลาดุก ต่อมาเพี้ยนมาเป็นคลองน้ำดุก
ไหลลงที่แม่น้ำป่าสักบริเวณหมู่ที่ 6 ที่ปากคลองน้ำดุก จึงเรียกโดยสั้น ๆ
ว่า ตำบลปากดุก แต่ก่อน พ.ศ. 2536 ตำบลปากดุกเป็นส่วนหนึ่งของตำบลตาลเดี่ยว
อำเภอหล่มสัก ต่อมามีการแยกตำบลออกเป็น 2 ตำบล คือทางทิศเหนือของถนนสายหล่มสัก
ชุมแพ เป็นตำบลตาลเดี่ยว ทางทิศใต้ของถนนหมายเลข 12 สายหล่มสัก ชุมแพ
เป็นตำบลปากดุก ได้รับประกาศเป็นตำบลปากดุกตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่
10 ตุลาคม 2536 มีจำนวน 5 หมู่บ้าน และแยกหมู่บ้านออกเป็น 7 หมู่บ้านในภายหลังจนถึงปัจจุบัน
การเตรียมการ
การระดมทุน
การเพิ่มศักยภาพบริการ การบริหารจัดการ การตรวจสอบและกำกับ
|
||
|
บทสรุปท้ายเล่ม
|
ในส่วนสุดท้ายขอสรุปให้เห็นกระบวนการจากกรณีตัวอย่างอีกครั้งหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้งานขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือแม้กระทั้งเครือข่ายอื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ การจัดการความสุขหรือการจัดการสุขภาพชุมชน มีหัวใจหลักอยู่ 2 ประการคือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และการบริหารจัดการที่ดีขององค์การบริหารส่วนตำบล(หรืออาจเป็นองค์กรอื่นที่ภาคีในตำบลนั้นตกลงกัน) ในการทำงานตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชน การทำแผน การปฏิบัติการ และการประเมินผล ย่อมต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการที่ดีทั้งสิ้น การสร้างการมีส่วนร่วม เกิดจากฐานคิดหรือวิธีคิดที่ถูกต้องของผู้ที่มีบทบาทหลัก(อบต./นายก อบต.) และวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม คือ การทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เข้ามามีบทบาทอย่างสมคุณค่า ในที่นี้หมายถึง ประชาชน ภาคประชาชนทั้งที่เป็นแกนนำและไม่ใช่ ทั้งที่รวมเป็นกลุ่มหรือไม่ก็ตาม องค์การบริหารส่วนตำบลจะต้องมีหน้าที่พัฒนาและเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้แสดงบทบาทของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจน และต้องสร้างความร่วมมือแลการให้การสนับสนุนของภาคราชการ ที่มีทั้งประสบการณ์ ความรู้ วิชาการ และความชำนาญเฉพาะเรื่อง หากมีความร่วมมือที่ดีแล้วจะช่วยเสริมศักยภาพเฉพาะด้านได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน อบต. เองก็ต้องพัฒนาศักยภาพตนเองให้สามารถทำการบริหารจัดการที่ดี จนเกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงให้ได้ด้วย หากในระดับตำบลมีความร่วมมือและการประสานที่ดีของ 3 ฝ่าย อันได้แก่ ประชาชน ราชการ และท้องถิ่น ได้อย่างครบถ้วนแล้ว ความสุข ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การจัดการของอบต.นั้นคงมิใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม
การบริหารจัดการที่ดี หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับหลักธรรมาภิบาลว่า
การบริหารจัดการที่ดีต้องมีความเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม(ยุติธรรม)
แต่การบริหารจัดการจากตัวอย่างที่เสนอมานี้เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วม การทำให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีบทบาทแสดงความเห็นและตัดสินใจ
และการตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันไม่ใช่จากเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพราะเป็นมติ
ทุกฝ่ายต้องเคารพมติ อาจจะไม่เท่ากันทั้งหมด แต่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ก็ถือว่าเป็นธรรม(ในที่นั้น)
ดังนั้น การบริหารงานโดยใช้วิธีการมีส่วนร่วมย่อมทำให้เกิดความเป็นธรรมตามมาโดยธรรมชาติของตัวมันเอง ทั้งแนวคิด ข้อเสนอ และกรณีตัวอย่างที่ได้นำเสนอในเอกสารเล่มนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งดี ๆ ทางการพัฒนาที่มีอยู่และเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งเป็นเอกสารและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่หวังว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นเนื้อหาที่ทำให้เกิดประกาย และแรงันดาลให้องค์การริหารส่วนตำบลและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้มีความหวังและมุ่งมั่นร่วมมือกันพัฒนาให้เกิดความสุขของมนุษย์ในภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล อย่างเข้มแข็งต่อไป |
|
|
เอกสารอ้างอิง
|
กรมการปกครอง. กฏระเบียบและข้อบังคับสภาตำบล และองค์การบริหรส่วนตำบล.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2539. กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน. แนวทางการดำเนินงานหมู่บ้านจัดการสุขภาพ.กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,2549 ดร.เสาวลักษณ์ กิตติประภัสร์. ความสุขมวลรวมประชาชาติ:การพัฒนาตัวชี้วัด. เอกสารเผยแพร่ ทางเว็บไซต์สำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายวิจัยและพัฒนานโยบาย สำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ. การพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขของไทย. เอกสารสรุปการสัมมนาเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติและเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 9 สิงหาคม 2549 และการสัมมนาเรื่อง การพัฒนาดัชนีชี้วัดสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกัน วันที่ 13 กันยายน 2549 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต).สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ.กรุเทพฯ : ธรรมสภา,2549 สำนักานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ.พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550.นนทบุรี : หจก.สหพัฒนไพศาล,2550 สถาบันพระปกเกล้า. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาเพรส บจก, 2545. สุทธิพงษ์
เมืองปาน. การศึกษาศักยภาพของคณะกรรมการบริหารองค์การส่วนตำบลใน |
|