ชวนเพื่อนคุย

 

 

 

[

 
เศรษฐกิจพอเพียง
จัดการสุขภาพ
 


หมู่บ้าน

 

 

 

 

คือ แก่นแกนเดียวกัน
 

 

 


ขอยกมือพนม ก้มสวัสดีงามๆมายังท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ มันเป็นความยากลำบากใจของผมประการหนึ่งที่มักจะได้รับคำถามจากพี่น้องเพื่อนฝูงในแวดวงนักสาธารณสุข  โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ว่ากันง่ายๆก็คือพี่น้อง เพื่อนฝูงที่อยู่สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน บ่นกันมาบ่อยๆว่า “มันอะไรกันนักหนา ตอนนี้ ... หลายๆกระทรวงมุ่งเน้นการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านนำร่องบ้าง เป็นหมู่บ้านต้นแบบบ้าง ของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อก่อนมีหมู่บ้านสาธารณสุขมูลฐาน หมู่บ้านสุขภาพดีถ้วนหน้า ต่อมาเป็นหมู่บ้านสร้างสุขภาพ ต่อมาเป็นหมู่บ้านแข็งแรง จนตอนนี้มาเป็นหมู่บ้านจัดการสุขภาพ กระทรวงอื่นๆเล่า ก็มี หมู่บ้านพึ่งตนเอง มาตอนนี้ก็กำลังฮิต หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข .... มันเยอะ ไม่รู้จะทำอันไหนก่อนหลังดี … สับสนไปหมดแล้ว”  เพื่อนผมบ่นมาอย่างนี้ ... คงต้องชวนมานั่งติวเข้มกันหน่อยแล้ว

“นี่เพื่อนรัก ... ใจเย็นๆ” ผมบอกเพื่อน   “ในโลกนี้ถ้าจะแยกแยะกันถึงที่สุดแล้ว  ในสิ่งเดียวกันนี้มันมีทั้งแก่นและเปลือกอิงอาศัยกันอยู่  เหมือนต้นไม้มีทั้งแก่นและเปลือก  แก่นจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเปลือกหุ้มอยู่  ความเป็นต้นไม้จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีทั้งแก่นและเปลือก  อีกอย่างต้นไม้ก็มีหลายชนิดหลายแบบซึ่งต่างก็สมมุติตั้งชื่อกันไป ...”

เพื่อนรักของผมพยักหน้าหงึกๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเห็นด้วยกับผมหรือเปล่า  ผมเลยสาธยายต่อ ... “ก็เฉกเช่นเดียวกันกับการพัฒนาหมู่บ้านนั่นแหละ  เราต้องกลับมาคิด พิจารณาให้ถึงแก่นแท้ของการพัฒนาว่าแก่นของมันจริงๆแล้วมันคืออะไร จะเรียกชื่อว่าหมู่บ้านอะไรก็ชั่งเถอะ  ต้องกระเทาะเปลือกออกให้ได้” 

“เอาอย่างนี้ดีกว่า...” เพื่อนผมพูดแทรกขึ้น “ตอนนี้มีสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านชัดๆเลยคือหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงหรือหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข และหมู่บ้านจัดการสุขภาพ  เอาเข้าจริงๆมันก็คล้ายๆกันจะต่างกันก็ตรงที่ปลีกย่อยหรือประเด็นเรื่องที่ทำ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเน้นตรงที่ความเป็นอยู่ที่พอเหมาะพอดีทางเศรษฐกิจ  ส่วนหมู่บ้านจัดการสุขภาพเน้นที่เรื่องสุขภาพ  จะว่าไปทั้งสองหมู่บ้านที่เรียกชื่อต่างกันนี้อาจจะมีแก่นแกนอันเดียวกัน ... หรือเปล่า?” เป็นทั้งคำพูดแสดงความเข้าใจ(ที่ไม่มั่นใจ)และเป็นคำถามกลายๆไปด้วย

ผมหันไปมองเพื่อนรักแล้วชวนคุยต่อว่า “ถ้าอย่างนั้นเรามาเทียบเคียงกันดูดีไหมว่าทั้งสองหมู่บ้านที่ว่านี้มันเป็นยังไง มีแก่นแกนอันเดียวกันไหม”

“เอาซิ  ดีเหมือนกัน” เพื่อนผมตอบรับ

 

ผมเริ่ม “ก่อนอื่นต้องมาดูพระราชดำรัสของในหลวงเกี่ยวกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก่อน ซึ่งมีผู้ประมวลและกลั่นกรองโดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้เผยแพร่ได้ คือ

                เศรษฐกิจพอเพียง “เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ  ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก โดยอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอนขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และมีความรอบคอบ  เพื่อให้สมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

เพื่อนผมหันมามองหน้า แล้วพูดขึ้นว่า “ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ”  ผมเลยจับประเด็นออกมาให้ชัดขึ้นอีก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มีฐานคิดในการพัฒนา คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท  โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบรอบ และคุณธรรม  ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ ลองดูผังแผนภาพนี้ซิ ในผังแผนภาพนี้จะมี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ผมล้วงเอกสารในกระเป๋าแล้วยื่นให้เพื่อนดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เพื่อนรักของผมรับมาดู คิด พิจารณาอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “แล้วปรัชญาและฐานคิดของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่ามานั้น  มันต่างกับปรัชญาและฐานคิดของหมู่บ้านจัดการสุขภาพตรงไหนบ้างมั๊ย”

“ไม่รู้” ผมตอบ เพื่อนผมหันมามองหน้าอย่างเคืองๆ  ผมเลยพูดต่อกลัวเพื่อจะโกรธ “คือ อยากให้เพื่อนตอบตัวเอง  แต่ก่อนจะตอบตัวเองเพื่อนต้องเข้าใจในปรัชญาและฐานคิดของหมู่บ้านจัดการสุขภาพก่อน”

“ก็ว่ามาซิ รอฟังอยู่ เพื่อนผมเริ่มใจร้อน

แต่ผมอธิบายอย่างช้าๆว่า “หมู่บ้านจัดการสุขภาพ มีเป้าหมายสูงสุด หรือที่ภาษาอังกฤษว่า Ultimate Goal คือ เป็นหมู่บ้านที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้ตามคำขวัญที่เพื่อนคุ้นอยู่แล้วว่า แม้เราเป็นชาวบ้าน เราก็สามารถดูแลสุขภาพของพวกเรากันเองได้ ด้วยคำขวัญนี้มันมีปรัชญาและฐานคิดที่อยู่เบื้องหลัง คือ หมู่บ้านจัดการสุขภาพนี้เป็นทั้งเป้าหมายในการพัฒนา(Ultimate Goal) คือ ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนพึ่งพากันเองได้ทางด้านสาธารณสุข  และเป็นทั้งกระบวนการพัฒนา(Process)”

เพื่อนผมมองหน้าด้วยแววตาที่ยังบ่งบอกถึงความสงสัยระคนกับความไม่แน่ใจ  ผมเลยคุยต่อ “คืออย่างนี้เพื่อน  เป้าหมายสุดท้าย หรือสิ่งที่เราอยากเห็นหรืออยากให้มันเกิดขึ้นคือ ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้ทางด้านสาธารณสุข นี่คือ เป้าหมาย(Ultimate Goal)ในการพัฒนาของเรา  แต่การที่ประชาชนจะสามารถพึ่งพากันเองได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาด้วยกระบวนเรียนรู้ของชุมชนเอง จนสามารถเข้าใจ รู้บทบาทของตนและจัดการหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเองได้  เมื่อหมู่บ้านหรือชุมชนจัดการตนเองได้ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่เป้าหมายการพึ่งพากันเองได้  เราอยากให้เพื่อนตีให้แตกต่ออีกนิดก็คือว่า หมู่บ้านจัดการสุขภาพนี้ เป็นหมู่บ้านที่ประชาชนหรือแกนนำชุมชนต้องคิดเอง ทำเอง และจัดการกันเอง และที่เราเน้นย้ำคำว่าพึ่งพากันเองหรือจัดการกันเองนั้นมันก็มีนัยของความหมายลึกลงไปอีก คือ ประชาชนจะสามารถจัดการกันเองหรือพึ่งพากันเองได้นั้น  มันก็ต้องมีเงื่อนไขทั้งเชิงความรู้ และเงื่อนไขเชิงคุณธรรมที่จะควบคุมพฤติกรรมหรือจัดระบบ ระเบียบการทำงานร่วมกันของหมู่บ้านหรือชุมชนด้วย  ถ้าไม่มีเงื่อนไขทั้งสองนี้แล้วไซร้  ประชาชนย่อมรวมกลุ่ม ทำงานร่วมกัน และพึ่งพากันเองไม่ได้เท่านั้นเอง”

“มันคล้ายๆกับรูปผังแผนภาพที่เพื่อนให้เราดูเลย” เพื่อนผมแทรกขึ้น

“ไม่รู้ซิ ก็ลองเทียบเคียงดูเอา” ผมตอบ พร้อมกับกำชับเพื่อนผมต่อ ”สิ่งสำคัญเราต้องระลึกอยู่เสมอว่า หมู่บ้านจัดการสุขภาพต้องเกิดจากกระบวนการที่ประชาชนคิดเอง ทำเอง และจัดการกันเอง เจ้าหน้าที่อย่างเราทำให้ไม่ได้  ถ้าเราทำให้มันก็กลายเป็นหมู่บ้านจัดการสุขภาพโดยเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ทำให้ มันก็ไปไม่ถึงจุดหมายการพึ่งกันเองได้ของประชาชนซะที ... จริงไหม.. เราต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองด้วย”

เพื่อนผมมองหน้าพร้อมกับถามด้วยความสงสัยในบทบาทของตัวเอง “แต่อยู่ๆประชาชนหรือแกนนำชุมชนจะลุกขึ้นมาคิดเอง ทำเอง จัดการเองได้หรือ”

“เราก็เห็นด้วยกับเพื่อนแหละ มันก็ยากอยู่ที่จู่ๆชาวบ้านจะลุกขึ้นมาจัดการกันเอง” ผมเห็นด้วยกับเพื่อน ”เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เจ้าหน้าที่รัฐมักจะทำให้หรือทำแทน จนชาวบ้านเคยตัว หวังรอคอยหรือร้องขอความช่วยเหลือจากเราอย่างเดียว  อันนี้ไม่ได้โทษชาวบ้านนะ  แต่เราที่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องปรับกระบวนคิดและวิธีการทำงานใหม่  ด้วยการถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะทำให้ชาวบ้านคิดเอง ทำเอง และจัดการกันเองด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของได้อย่างไร”

“แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง”  เพื่อนผมซักต่อ

“เราไม่ใช่ผู้รู้หรือผู้ให้ทั้งหมด  แต่เราเป็นผู้จัดให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในหมู่บ้านและชุมชน” ผมตอบอย่างไม่ลังเล “เราเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในหมู่บ้าน  หรือที่เขาเรียกกันว่าเป็นFacilitator นั่นแหละ”

“อ้อ!... แล้วเจ้าหน้าที่ภาครัฐส่วนอื่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ในทุกตำบลทำอะไร” เพื่อผมเริ่มเข้าใจและซักต่อ

“เจ้าหน้าที่ภาครัฐส่วนอื่นรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยก็ต้องเป็นฝ่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิชาการเวลาที่ชาวบ้านเขาติดขัดเจ้าหน้าที่ภาครัฐก็ต้องคอยให้คำปรึกษา ให้ความรู้และให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรืออาจมีเงินสนับสนุนก็สามารถทำได้” ผมตอบ

เพื่อนผมพยักหน้า แววตามีประกาย สดใสขึ้น พร้อมกับชวนผมคุยต่อ “เมื่อกี้ดูผังแผนภาพสรุปปรัชญาและฐานคิดของเศรษฐกิจพอเพียง  แล้วเพื่อนมีผังแผนภาพสรุปปรัชญาและฐานคิดการพัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพไหม ... อยากจะลองเทียบเคียงกันดู”

“มีซิ นี่ไง” ผมตอบ พร้อมกับล้วงเอาผังแผนภาพในกระเป๋าที่ผมมักติดตัวไปเสมอ  ยื่นให้เพื่อนดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เพื่อนเงยหน้ามองผม และพูดเปรยๆ “มันไม่เหมือนกันเลยนี่ ... เมื่อกี้ฟังเพื่อนเหมือนจะเข้าใจ  แต่ผังแผนภาพมันไม่เหมือนกัน ตอนนี้เริ่มไม่มั่นใจแล้ว”

“เพื่อน ... ผังแผนภาพหมู่บ้านจัดการสุขภาพนี้แสดงให้เห็นทั้งกระบวนการหรือ Process และผลลัพธ์สุดท้ายหรือ Ultimate Goal เพื่อนต้องค่อยๆดูแล้วค่อยๆทำความเข้าใจ  และต้องพิจารณาให้ลึกถึงปรัชญาและฐานคิดที่อยู่เบื้องหลังแผนภาพนี้ด้วย บอกแล้วไงต้องกระเทาะเปลือกให้เห็นถึงแก่น”

“ไหนเพื่อนลองถอดผังแผนภาพออกมาให้เห็นกระบวนการและเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เทียบเคียงกับปรัชญาหมู่บ้านจัดการสุขภาพให้เห็นชัดๆหน่อย” เพื่อนผมขอความกระจ่าง

“ได้... มาดูพร้อมๆกัน ... ถ้าอย่างนั้นเราขอเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวตั้ง แล้วเอาปรัชญาหมู่บ้านจัดการสุขภาพเทียบเคียงเข้าไป  ดูซิว่าจะสอดรับกันไหม” ผมรับข้อเสนอ “จากฐานคิดสู่วิถีปฏิบัติของเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานคิดที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น ให้รู้ เข้าใจตนเองและโลก  โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย  สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกที่ทุกเวลา(Space and Time) และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ  เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของการพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ  โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง ด้วยความพอเพียง  ส่วนวิถีปฏิบัติของการพัฒนาหมู่บ้านจัดการสุขภาพตามแผนภาพ  วง 3 วง คือ คน ทุน ความรู้ ตรงนี้เราเชื่อว่าทุกหมู่บ้านมีองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนหรือ 3 วง อยู่พร้อมแล้ว

“มีพร้อมยังไง” เพื่อนผมแทรกขึ้น

“คือ ทุกหมู่บ้านมีคนใช่ไหม” ผมว่าต่อ “แต่คนในที่นี้ หมายถึงกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่เขารวมกลุ่มตั้งเป็นกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มจักสาน กำนัน กรรมการหมู่บ้าน และกลุ่มอื่นๆอีกมาก รวมทั้งคนเก่ง คนดี พระเถร เณร ชี  อีกเยอะแยะ กลุ่มคนเหล่านี้แหละที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาหมู่บ้าน  แต่ถ้าเน้นเรื่องหมู่บ้านจัดการสุขภาพ ก็ต้องมีกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ แล้วชักชวนแนวร่วมก็คือกลุ่มองค์กรชุมชนในหมู่บ้านมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพราะลำพังกลุ่ม อสม.กลุ่มเดียวทำงานไม่ไหวหรอก...นี่คือวงแรก  ส่วนวงที่สองเป็นเรื่องของทุน ในหมู่บ้านชุมชนก็มีทุนอยู่เยอะทั้งทุนที่เป็นตัวเงิน เช่น กองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนฌาปนกิจ กองทุนยา กองทุนกลุ่มต่างๆอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งเงินที่ทางราชการส่งมาให้ถึงหมู่บ้าน ได้แก่ กองทุนเงินล้าน กองทุนเอสเอ็มแอล(SML) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมอีกที่จะมาช่วยขัดเกลาให้ประชาชนในหมู่บ้านชุมชนอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข นี่คือวงที่สอง และอีกวงหนึ่ง คือ เรื่องของความรู้  ความรู้ตรงนี้หมายถึงความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และรวมถึงความรู้ในการจัดการ หรือที่ภาษาสมัยใหม่ที่ชอบใช้กันคือการจัดการความรู้ทั้งในด้านวิชาการและด้านคุณธรรม  เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่พร้อมแล้วในหมู่บ้าน  ถ้าหากสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่  ชุมชนคงล่มสลายไปนานแล้ว  วิถีปฏิบัติตามผังแผนภาพนี้ก็คือว่า ต้องจัดการให้วงสามวงนี้มาเจอกัน อาจจะโดยการจัดการในรูปแบบไหนก็ได้ เช่น การจัดเวที การประชุม การทำประชาคม  ให้แกนนำองค์กรกลุ่มต่างๆได้เรียนรู้ว่าชุมชนตนเองมีกลุ่มองค์กรอะไรบ้าง มีทุนอะไร ทุนอยู่ที่ไหน มีปราชญ์ มีผู้รู้ มีคนเก่ง คนดี อยู่ที่ไหน มาช่วยกันวิเคราะห์สิ่งที่ดีๆและสิ่งที่เป็นปัญหาของตนเอง  ตรงนี้แหละจะเป็นกระบวนการสร้างให้หมู่บ้านได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองว่าเป็นอยู่อย่างไร เข้าใจผลกระทบที่เกิดจากสิ่งยั่วยุหรือกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด  และวิถีปฏิบัติเช่นนี้ก็เป็นสากล ปรับประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ทุกเวลา(Space and Time) ตามความเหมาะสมซึ่งไม่ต่างอะไรกับวิถีปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

เพื่อนผมพยักหน้ายอมรับ  แต่ก็ยังซักต่อว่า “ แล้วคุณลักษณะ 3 ประการ เรื่อง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน กับ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม หมู่บ้านจัดการสุขภาพจะอธิบายอย่างไร”

ผมต้องออกแรงอธิบายต่ออีกว่า “คุณลักษณะ 3 ประการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นให้ความหมายไว้ ว่า ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป  ไม่สุดขั้วไปในทางใดทางหนึ่งอันจะก่อให้เกิดการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เพราะทั้งสองทางนี้ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เกิดปัญญาที่จะลดความทุกข์หรือช่วยให้ชีวิตมีความสุขเพิ่มขึ้น  ความมีเหตุผล  หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล  โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ  การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น  โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล  ในส่วนของหมู่บ้านจัดการสุขภาพก็มีคุณลักษณะ 3 ประการนี้อยู่พร้อมมูล คือ ในวิถีปฏิบัติให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน  โดยการจัดการให้คนหรือองค์กรชุมชนกลุ่มต่างๆ  ได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจตนเองว่า หมู่บ้านชุมชนตนเองเป็นอยู่อย่างไร มีอะไรที่ดีหรือที่เป็นทุนทั้งทุนทางสังคม ทุนวัฒนธรรมและทุนที่เป็นตัวเงิน มีอะไรที่ไม่ดีหรือที่เป็นปัญหา เมื่อหมู่บ้านหรือชุมชนได้เรียนรู้และเข้าใจตนเอง หมู่บ้านชุมชนเขาก็จะรู้เองว่า หมู่บ้านชุมชนของเขาจะจัดการตนเองอย่างไรให้พอเหมาะพอดีตามศักยภาพที่ตนเองมี  ไม่จัดการหรือทำอะไรที่เกินกำลังของตนเองคือทำพอประมาณ หรือเลือกทำตามสภาพปัญหา ตามศักยภาพ หลังจากที่ได้วิเคราะห์แล้วในเวทีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนด้วยเหตุด้วยผล และท้ายที่สุดหมู่บ้านชุมชนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจตนเองแล้ว  ชุมชนจะมีความรู้เท่าทัน มีความรอบคอบที่จะเลือกรับ ปรับใช้ หรือปฏิเสธสิ่งใหม่ที่จะเข้ามาสู่ชุมชน นี่ก็เท่ากับหมู่บ้านชุมชนมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เพราะเขาสามารถคิดวิเคราะห์ได้เองว่าควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งภายนอกหรือโลกภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน พร้อมที่จะปรับตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล คือ หมู่บ้านชุมชนสามารถยืนอยู่ได้ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยที่หมู่บ้านชุมชนยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และคุณค่าของตนเอาไว้ได้

เพื่อนผมพยักตอบรับเป็นคำรบสอง แล้วซักต่อ “แล้วเรื่อง 2 เงื่อนไขนั่นเล่า  ว่าอย่างไร”

ผมอธิบายต่อ “ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัยเงื่อนไขทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและดำเนินงาน  เงื่อนไขความรู้  ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ  ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน  เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ ส่วนเงื่อนไขคุณธรรม   ประกอบด้วยความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความอดทน ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต  ในหลักปรัชญาของหมู่บ้านจัดการสุขภาพนั้นเล่า เหมือนกับที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า ในการจัดเวทีหรือการจัดกระบวนการให้ชุมชนได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองนั้น  ต้องอาศัยความรู้ด้านวิชาการในเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ในด้านต่างๆทุกๆด้านที่เกี่ยวพันกับชีวิต  จึงจะเข้าใจทั้งชีวิตของตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองผู้คนในหมู่บ้านชุมชนด้วย  ความรู้ในเชิงวิชาการนี้จะช่วยให้ชุมชนรู้และเข้าใจตนเอง  และการนำองค์ความรู้เชิงวิชาการมาใช้นั้นต้องอยู่ในกรอบของคุณธรรมด้วย  เพราะคุณธรรมจะเป็นตัวจัดระบบระเบียบให้อยู่ในขอบข่ายของความดีงาม  ลองคิดดูนะเพื่อน หมู่บ้านจัดการสุขภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนหรือกลุ่มองค์กรในชุมชนที่มานั่งพูดคุย ปรึกษาหารือ หรือมาวิเคราะห์สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนนั้น ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีคุณธรรม รับรองได้เลยว่าคุยกันได้ไม่นาน คนนี้จะเอาอย่างนั้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ กลุ่มนั้นว่าอย่างนี้ กลุ่มนี้ว่าอย่างนั้น โดยที่ไม่ฟังกัน วงสนทนาแตกแน่นอน ในทางกลับกันถ้าแต่ละคนแต่ละกลุ่มมีคุณธรรมประจำใจ จะทำอะไรก็เพื่อส่วนรวม ยอมรับฟังกัน ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พร้อมเพียงกันดำเนินกิจกรรมที่ได้วางไว้ร่วมกัน หรือพูดนัยหนึ่งก็คือ หมู่บ้านชุมชนมีการจัดการกันเองด้วยระบบคุณธรรม  หมู่บ้านนี้ก็สามารถดำเนินไปสู่จุดหมายคือหมู่บ้านจัดการสุขภาพเองได้

            “ว่ามาซะยืดยาวเหนื่อยบ้างไหมเล่า” เพื่อนผมแซว

                “ไม่หรอก... ดีใจด้วยซ้ำ  ที่ได้คุยให้ฟัง” ผมตอบกลับ “ว่าแต่ว่าพอจะมองเห็นความเหมือนของทั้งเรื่องหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกับหมู่บ้านจัดการสุขภาพ  บ้างไหมเล่า” ผมถามกลับบ้าง

                “ก็ชัดเจนดี” เพื่อนผมให้คำตอบ “แต่เราว่านะทั้งสองเรื่องนี้นะมีหลักใหญ่เหมือนกันเลย  จะต่างก็คงข้อปลีกย่อย เล็กๆ เท่านั้นแหละ

                “หลักใหญ่ที่ว่ามันคืออะไร เป็นยังไง” ผมถามแทรกเพื่อเอาคืนบ้าง

                เพื่อนหันมามองหน้าผม พร้อมกับตอบด้วยความมั่นใจ “หลักใหญ่ที่สำคัญที่สุดและเหมือนกันเลย มี 3 อย่าง คือ ประการแรก เรื่องปรัชญาการพัฒนาคือตัวเดียวกัน  คือ การสร้างให้ปัจเจกชน ครอบครัว และชุมชน เข้าใจตนเองและเข้าใจโลกภายนอก เพื่อการดำรงอยู่อย่างพอเหมาะพอดี มีสมดุลและยั่งยืน แต่จะต่างกันก็ตรงประเด็นเนื้อหาหรือเรื่องที่เน้นเท่านั้น เศรษฐกิจพอเพียงเน้นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องชีวิตทั้งชีวิต  ส่วนหมู่บ้านจัดการสุขภาพเน้นเรื่องสุขภาพ  ซึ่งสุขภาพมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความสุขของชีวิตคนใช่ไหม  ประการที่สอง คือ เรื่องวิถีปฏิบัติก็คือตัวเดียวกัน คือทั้งคู่เน้นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเติบโตทางปัญญา สามารถคิดเองทำเองได้อย่างมีเหตุมีผล มีความพอเหมาะพอดีกับบริบทของตน  จนเกิดภูมิคุ้มกันที่ดีให้ตัวเอง และประการที่สาม คือ เรื่องเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา หรือ Ultimate Goal ก็คือตัวเดียวกัน นั่นคือต้องการเห็นภาพสุดท้ายอยู่ที่ ปัจเจกชน ครอบครัว และชุมชนพึ่งพากันเองได้ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก  และดำรงอยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้โดยที่หมู่บ้านชุมชนยังคงรักษาสิ่งที่ดีงามของตนไว้ได้และมีความเป็นตัวของตัวเอง”

                ผมมองหน้าเพื่อนรักพร้อมกับตบไหล่เบาๆด้วยความชื่นชมอยู่ในใจ  เพื่อนรักของผมหันกลับมามองหน้า ส่งสายตาเป็นประกาย เหมือนไร้ข้อกังขาใดๆ  แล้วหันกลับไป แล้วทุกอย่างก็เงียบลง  ผมกับเพื่อนเหม่อมองไปเบื้องหน้า ทบทวนเรื่องราวที่เราได้พูดคุยกัน  ความเงียบปกคลุมเราสองคนอยู่พักใหญ่

“ไป” เพื่อนผมพูดพร้อมกับชวนกลับ “พรุ่งนี้ยังมีสิ่งดีงามที่จะทำอีกมากมาย”

ผมยิ้มตอบรับ แทนคำพูด  ในวันนั้นผมแยกทางกับเพื่อนด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขลึกๆในใจ ที่ได้ถอดถอนความกังวล ความสับสน ให้เพื่อนรักของผม แม้จะเป็นเพื่อนรักผมคนเดียว แต่ก็เป็นคนที่มีคุณค่าต่อหมู่บ้าน ชุมชน สังคม ของเขาเอง ...  “ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว” ผมคิดของผมคนเดียวในใจ

 

[